รวมวิธีเช็กเที่ยวบินด้วยตัวเองง่าย ๆ กันพลาดก่อนเดินทาง

วิธีเช็กเที่ยวบิน

การเดินทางด้วยเครื่องบินในบางทริปอาจมีเรื่องให้ลุ้น ไม่ไฟลต์ดีเลย์ก็ยกเลิกเที่ยวบิน ดังนั้นก่อนวันเดินทางควรเช็กเที่ยวบินล่วงหน้า โดยดูจากอีเมลแจ้งเตือนหรือเข้าไปเช็กที่เว็บไซต์สนามบินที่จะไปขึ้นเครื่อง หรืออีกวิธีหนึ่งคือโหลดแอปพลิเคชันของสายการบินที่จองตั๋วไว้เพื่อเช็กไฟลต์บิน หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เตรียมตัวเดินทางได้ ใช้วิธีเช็กอินออนไลน์ง่ายมาก เรามาทำความรู้จักกับวิธีเช็กอินแบบนี้กันเพราะเป็นวิธีที่สะดวกกว่าเยอะเลย

ทำความรู้จักกับการเช็กเที่ยวบินโดยการเช็กอินออนไลน์

วิธีการเช็กอินออนไลน์

ในปัจจุบันนี้สามารถเช็กอินล่วงหน้าได้จากที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน โดยส่วนใหญ่แล้วจะทำได้ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง หลังจากเช็กอินแล้วจะได้รับ Boarding Pass คุณสามารถปรินต์หรือโหลดไว้ในโทรศัพท์แล้วถือติดตัวไปขึ้นเครื่องได้เลย

  • เช็กอินออนไลน์ต่างกับเช็กอินหน้าเคาน์เตอร์อย่างไร?

สมัยก่อนต้องไปเข้าคิวรอเช็กอินกันที่หน้าเคาน์เตอร์สายการบินก่อนเวลาขึ้นเครื่อง อย่างน้อย 3 ชั่วโมงสำหรับทริปต่างประเทศ และ 1 – 2 ชั่วโมง สำหรับทริปในประเทศ ถ้าเช็กอินไม่ทันทริปนั้นคือพลาด ต่างจากยุคนี้ที่สายการบินต่าง ๆ ได้เปิดให้เช็กอินผ่านอินเทอร์เน็ตได้ก่อนวันเดินทาง ไม่ต้องกังวลกับการที่จะต้องออกจากบ้านตี 1 ตี 2 สำหรับไฟลต์เช้า และไม่ต้องเสียเวลาไปยืนเข้าคิวรอนานที่เคาน์เตอร์อีกด้วย

  • ใครที่เหมาะกับการเช็กอินออนไลน์?

การเช็กอินออนไลน์เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางในประเทศและผู้เดินทางที่ไม่มีกระเป๋าโหลด ส่วนผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของสายการบินว่าจะให้ทำได้หรือไม่ เพราะการไปต่างประเทศมีขั้นตอนในเรื่องการตรวจสอบเอกสารหลายอย่างจึงอาจไม่สะดวกในการใช้บริการเช็กอินออนไลน์ แต่บางสายการบินก็สามารถทำได้

  • ขั้นตอนการเช็กอินออนไลน์

ผู้เดินทางต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ในหน้า Check-in หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน แล้วกรอกข้อมูลรายละเอียดของตัวเอง เช่น ชื่อ-นามสกุล ข้อมูล Passport เบอร์โทร และหมายเลขการจอง ข้อสำคัญคือต้องกรอกข้อมูลให้ถูกต้องก่อนกดยืนยัน เพียงเท่านี้ก็จะได้รับ Boarding Pass ทางอีเมลหรือโหลดในแอปพลิเคชันให้คุณนำไปแสดงตอนขึ้นเครื่อง

สายการบินที่มีบริการเช็กอินออนไลน์

สายการบินบางกอกแอร์เวย์
  1. การบินไทย
  2. บางกอกแอร์เวย์
  3. เอมิเรตส์
  4. แอร์ฟรานซ์ 
  5. เอทิฮัดแอร์เวย์ 
  6. ออลนิปปอนแอร์เวย์ 
  7. คาเธ่ย์แปซิฟิก 
  8. เคแอลเอ็ม 
  9. โคเรียนแอร์ 
  10. ไทยแอร์เอเชีย 
  11. ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ 
  12. ไทยไลอ้อนแอร์ 
  13. ไทยสมายล์ 
  14. นกแอร์ 
  15. สกู๊ต 
  16. เจ็ทสตาร์ 
  17. เวียดเจ็ทแอร์

สำหรับการเดินทางครั้งใหม่ถ้าหากว่าไม่มีกระเป๋าโหลดหรือเป็นการเดินทางในประเทศ อย่าลืมเช็กเที่ยวบินให้ชัวร์แล้วเช็กอินออนไลน์ก่อนล่วงหน้า สะดวกกว่า ไม่ต้องรอคิว ไม่ต้องกลัวตกเครื่อง และหากต้องการใช้บริการรับฝากกระเป๋าหรือส่งกระเป๋า แนะนำ AIRPORTELs ช่วยลดภาระในการเดินทางให้คุณตัวเบาขึ้น เดินทางสบายทั้งไปและกลับ สนุกกับทุกทริปได้อย่างเต็มที่

ที่มาข้อมูล:

Boarding Pass คืออะไร สำคัญอย่างไรเมื่อเรามีเที่ยวบิน

Boarding Pass คือ กระดาษใบยาวๆ ที่เราได้รับหลังทำการเช็กอิน (check-in) เมื่อไปถึงสนามบิน มีใครเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าคืออะไรกันแน่ ทำไมเวลาเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ต้องใช้ Boarding Pass อยู่เสมอ และที่สำคัญ คือ ทุกคนจะทำ Boarding Pass หาย ไม่ได้นะ ไม่งั้นไม่ได้ขึ้นเครื่องแน่ๆ

Boarding Pass คืออะไร

Boarding Pass คือ เอกสารสำคัญที่ควรถือไว้คู่กับหนังสือเดินทาง (Passport) เพราะเป็นเอกสารที่มีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการบิน จึงมีไว้สำหรับยืนยันตัวตนของเราหลายระหว่างบิน โดยตัว Boarding Pass จะประกอบด้วยข้อมูลสำคัญของเรา ไม่ว่าจะเป็นชื่อ-นามสกุล หมายเลขเที่ยวบิน เวลาขึ้นเครื่อง เวลาถึงปลายทาง ประตูทางออกขึ้นเครื่อง ชั้นที่นั่งโดยสาร และเลขที่นั่งโดยสาร

จริงๆ แล้วถ้าเราทำ Boarding Pass หาย ไม่ใช่แค่เราจะไม่ได้ขึ้นเครื่อง แต่ยังเกิดความเสี่ยงต่างๆ ตามมาจากข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล เพราะ Boarding Pass นั้นมีบาร์โค้ดที่สามารถสแกนเข้าไปดูข้อมูลอื่นๆ ของเราได้เทียบเท่ากับตัวเล่ม Passport เลยนะ ดังนั้น เมื่อได้ Boarding Pass มาแล้ว ต้องรักษาไว้ให้ดี อย่าทำหาย หรือ ถ่ายรูปโพสต์ลงบนโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นอันขาด

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

Boarding Pass คืออะไร

passport

เมื่อเราไปถึงสนามบินแล้ว เราไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ในทันที สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันเลย คือ การเช็กอิน (check-in) หรือ การลงทะเบียนยืนยันการเดินทาง ซึ่งปกติแล้วทางสายการบินจะมีเคาน์เตอร์เตรียมไว้รอรับเราอยู่ใกล้ๆ กับประตูทางเข้าอยู่แล้ว พอทำการเช็กอิน (check-in) เสร็จ ทุกคนจะได้รับกระดาษสีขาวใบยาวๆ ที่ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางในเที่ยวบินนี้ของเรามา เจ้ากระดาษใบนี้แหละ คือ “Boarding Pass”

  • การเช็กอิน (check-in) แบบอัตโนมัติด้วยตัวเอง ผ่านเครื่อง kiosk ตามจุดที่สนามบินเตรียมเอาไว้ให้ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยลักษณะของตู้ประเภทนี้จะคล้ายๆ กับตู้ ATM เราสามารถตอบคำถามต่างๆ ที่ตู้นี้ถามให้ครบ เช่น ชื่อ-สกุลอะไร นั่งตรงไหน สายการบินอะไร ถ้าตอบถูกหมด ก็จะได้รับ “Boarding Pass” เช่นเดียวกัน
  • บางสายการบินก็มีบริการเช็กอินออนไลน์ (online-check-in) ผ่านเว็บไซต์ โดยเราสามารถทำการเช็กอินได้ภายระยะเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนเครื่องออก ซึ่งการเช็กอินประเภทนี้ เราจะได้ “Boarding Pass” ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถกดบันทึกไว้เป็นไฟล์รูปภาพภายในโทรศัพท์มือถือได้ วิธีนี้จะเป็นวิธีที่สะดวกสบายมากที่สุด แถมยังช่วยรักษ์โลกผ่านการลดปริมาณการใช้กระดาษได้อีกด้วย

ข้อมูลใน Boarding Pass

ไม่ว่าเราจะทำการเช็กอินแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นการเช็กอินหน้าเคาเตอร์ เช็กอินผ่านตู้ kiosk หรือเช็กอินผ่านช่องทางออนไลน์ Boarding Pass ที่ได้รับมา คือ Boarding Pass เดียวกัน สามารถใช้เป็นเอกสารในการขอขึ้นเครื่องบินได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระดาษสีขาวทรงแนวนอนแบบยาว หรือเป็นภาพไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะ Boarding Pass ที่เราได้รับมาจะมีข้อมูลสำคัญของตัวเรา ดังนี้

boarding pass

1.ชื่อ-นามสกุล ผู้โดยสาร

สำหรับชื่อ-นามสกุลของผู้โดยสารที่ปรากฎอยู่บน Boarding Pass นั้น อาจจะดูแปลกตาสำหรับคนไทย เพราะอย่างแรกเลย
คือ ชื่อ-นามสกุลผู้โดยสารที่ปรากฎอยู่บน Boarding Pass จะพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ และอย่างที่สอง คือ ชื่อ-นามสกุลบน Boarding Pass จะมีการสลับตำแหน่งกัน คือ นามสกุลจะปรากฎอยู่ข้างหน้า ส่วนชื่อจะอยู่ด้านหลังนามสกุลอีกที เช่น ถ้าคุณชื่อ Michel Jackson ชื่อ-นามสกุลที่ปรากฎอยู่บน Boarding Pass ของคุณ คือ Jackson Michel

โดยเราต้องตรวจทานให้ดีว่าชื่อ-นามสกุลของเรา มีการสะกดที่เหมือนกับชื่อ-นามสกุลที่ปรากฎอยู่บนหนังสือเดินทาง (Passport) หรือไม่ เพราะถ้าหากมีตัวอักษรสะกดแตกต่างกันแม้แต่ตัวเดียว เราก็อาจจะถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องบินได้ และสำหรับใครที่ขึ้นเที่ยวบินภายในประเทศ อาจใช้บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารยืนยันตัวตนแทนหนังสือเดินทาง (Passport) ได้เช่นกัน

2. หมายเลขเที่ยวบิน

ในส่วนของหมายเลขเที่ยวบินนั้น จะเป็นโค้ดตัวอักษรภาษาอังกฤษจำนวน 2 ตัว ตามด้วยตัวเลขอีก 3-4 หลักต่อท้าย ทุกคนจึงควรจำตัวอักษร 2 หลักแรกบน Boarding Pass ให้ดี เพราะตัวอักษรนั้น คือ รหัสที่จะบอกสายการบินที่ต้องขึ้น เช่น AK1234 ตัวอักษร AK ที่ปรากฎอยู่ด้านหน้า จะบอกให้รู้ว่าเที่ยวบินที่ต้องขึ้นเป็นเที่ยวบินของสายการบินใด ซึ่งแต่ละสายการบินจะมีรหัสตัวอักษรนำคู่ที่แตกต่างออกไป

3. เวลาขึ้นเครื่อง

สำหรับใครที่ได้รับ Boarding Pass มาแล้ว จะเห็นตัวเลข 3-4 หลัก ที่เขียนติดกันเอาไว้ โดยมีตัวอักษร A หรือ P ต่อท้าย มักปรากฎอยู่บริเวณที่ส่วนกลางของขอบกระดาษ เช่น 300A หรือ 1010P โดยเจ้าตัวโค้ด A หรือ P นี้ คือ ตัวเลขบอกเวลาขึ้นเครื่อง โดย 300A หมายถึง เวลา ตี 3 ส่วน 1010P หมายถึง เวลา 4 ทุ่ม 10 นาที

  • ตัวอักษร A นั้น ย่อมาจากคำว่า AM (Ante Meridiem) หมายถึง เวลา 12 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน
  • ตัว P นั้น ย่อมาจากคำว่า PM (Post Meridiem) หมายถึง เวลา 12 ชั่วโมงหลังเที่ยงวัน

นอกจากนี้ เราควรเผื่อเวลาก่อนขึ้นเครื่องสักเล็กน้อย หากเวลาขึ้นเครื่องบน Boarding Pass คือ 1130A หรือ 11 โมงครึ่ง เราก็ควรจะไปรอที่เกต (Gate) ตั้งแต่ 10 โมงครึ่ง หรือหากมาสาย ถ่ายรูป กินข้าว ช็อปปิงเพลินไปหน่อย ก็ควรมาถึงเกตอย่างช้าสุดตอน 11 โมงเช้า ไม่งั้นอาจตกเครื่องได้ เพราะไม่ใช่ว่ามาถึงเกตแล้วจะได้ขึ้นเครื่องทันที พี่ๆ แอร์โฮสเตสและสจ๊วต เขาจะเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องตามโซนและคลาสของที่นั่ง หากเราไปผิดเวลา อาจจะทำให้เกิดความล่าช้าได้

check in
  • โดยผู้โดยสารชั้น First Class และ Business Class จะได้ขึ้นเครื่องก่อน
  • ผู้โดยสารขึ้น Economy Class โดยจะเรียกขึ้นเครื่องตามโซนที่นั่ง ซึ่งใครได้ที่นั่งเข้าออกยากๆ บริเวณตรงกลางด้านหลัง ก็มักจะถูกเรียกให้ขึ้นเครื่องก่อน

พูดง่ายๆ คือ หากเราไม่อยากมีปัญหาในการเดินทาง จนต้องมาลุ้นว่าจะขึ้นเครื่องทันก่อนเครื่องออกหรือไม่ ให้ดูเวลาขึ้นเครื่องใน Boarding Pass ให้ดี คือ เวลาเครื่องออกเท่าไหร่ ควรไปรอที่เกตก่อนหน้าเวลาที่ปรากฎสัก 30-60 นาที ซึ่งเวลาที่เขียนอยู่บน Boarding Pass คือ เวลาท้องถิ่นที่สนามบินนั้นๆ ตั้งอยู่

4. เวลาถึงปลายทาง

ในส่วนของเวลาถึงปลายทาง คือ เวลาคาดการณ์โดยประมาณที่ครื่องบินจะลงจอดยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งมีหลักการในการเขียนตัวเลขลงใน Boarding Pass เหมือนกันกับการเขียนบอกเวลาขึ้นเครื่อง คือ ตัวเลข 3-4 หลัก แล้วตามด้วยตัวอักษร A หรือ P เช่น 1010A คือ 10 โมงเช้ากับอีก 10 นาที นั่นเอง

นอกจากนี้ เราควรปรับนาฬิกาให้เวลาตรงตามเวลาท้องถิ่นของปลายทางนั้นๆ โดยสามารถดูเวลาจาก Time Zone สากลได้ เช่น เมืองไทยมีรหัสโซนเวลาเป็น GMT+7:00 BKK นั่นหมายความว่า โซนเวลาของประเทศไทย ที่มีเมืองหลวง คือ กรุงเทพมหานครนั้น จะมีเวลาเร็วกว่าโซนเวลามาตรฐาน คือ เมืองกรีนิชประเทศอังกฤษ (Greenwich Mean Time) อยู่ 7 ชั่วโมง หากเราเดินทางไปจากเมืองไทยไปถึงประเทศอังกฤษ ก็ต้องปรับเวลาให้เร็วขึ้น 7 ชั่วโมง เช่น เวลาเครื่องลงจอดที่อังกฤษ นาฬิกาเราบอกเวลา 10 โมงเช้า เราก็ต้องปรับลดเวลาลง 7 ชั่วโมง ให้เป็นเวลา ตี 3 แทน

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

5. ประตูทางออกขึ้นเครื่อง

อีกสิ่งสำคัญที่ Boarding Pass สามารถบอกเราได้ คือ ประตูทางออกขึ้นเครื่อง หรือ Gate นั่นเอง เพราะเครื่องบินโดยสารนั้นมีขนาดที่ใหญ่ ทำให้มีประตูทางออกขึ้นเครื่อง หรือ Gate หลายประตู แยกตามโซนและคลาสที่นั่ง เมื่อเราได้ Boarding Pass มาแล้ว ก็ต้องตรวจดูว่า เราได้ขึ้นเครื่องบินที่ประตูทางออกขึ้นเครื่อง หรือ Gate ไหน และจำหมายเลข Gate เอาไว้ให้ดี แต่บางครั้งอาจมีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ด้านบน คล้ายกับโซนของที่จอดรถ เช่น Gate B12 เป็นต้น

6. เลขที่นั่งโดยสาร

Boarding Pass คือ สิ่งที่สามารถบอกเลขที่นั่งโดยสารของเราได้ โดยมีเลขบอกแถวและที่นั่ง จะมีลักษณะคล้ายเลขที่นั่งเวลาไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเราต้องดูที่ตัวอักษรภาษาอังกฤษในหลักแรกก่อน ว่าเราได้นั่งแถวไหน และตามปกติแล้ว แถวหน้าสุดจะเป็นรหัส A แถวที่ 2 เป็น B แถวที่ 3 เป็น C เรียงตามลำดับ A-Z แล้วหลังจากนั้น ค่อยดูเลขที่นั่งต่อท้าย ว่าเราได้เลขที่นั่งอะไร โดยจะนับ 1 ที่ตำแหน่งซ้ายสุด เช่น A1 คือ ที่นั่งแถวหน้าสุด ติดริมหน้าต่างฝั่งซ้ายของตัวเครื่องบิน

7. ชั้นที่นั่งโดยสาร

สำหรับชั้นที่นั่งโดยสาร จะมีโค้ดเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษต่อท้ายเลขที่นั่ง ซึ่งเป็นตัวอักษรแบ่งเอาไว้ตามหลักสากลให้ดูบน Boarding Pass เหมือนกันทุกสายการบิน คือ รหัส P J และ Yโดยรหัสทั้ง 3 มีความหมายดังต่อไปนี้

  • P หมายถึง First Class
  • J หมายถึง Business Class
  • Y หมายถึง Economy Class

ยกตัวอย่างเช่น Boarding Pass ระบุว่าคุณได้ที่นั่ง A1Y คือ คุณได้นั่งที่นั่งชั้นประหยัด (Economy Class) แถวแรก ติดหน้าต่างด้านซ้ายสุดนั่นเอง

boarding pass ทำอะไรได้บ้าง

Boarding Pass ทำอะไรได้บ้าง

อย่างที่กล่าวไป Boarding Pass คือ เอกสารที่สำคัญที่สุดแล้วในการเดินทางโดยเครื่องบิน ดังนั้น คุณต้องระวังไม่ให้ Boarding Pass หาย เพราะคุณต้องใช้ Boarding Pass เป็นเอกสารประกอบการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนระหว่างที่อยู่ในสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างการตรวจสอบ และโหลดกระเป๋า การโชว์ให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูทางออกขึ้นเครื่องดู และโชว์ให้พนักงานต้อนรับดูตอนหาที่นั่ง

ตรวจสอบและโหลดกระเป๋า

การโหลดกระเป๋า

สำหรับใครที่ถึงสนามบินเร็ว และอยากเดินช็อปปิงสินค้าปลอดภาษีในสนามบินระหว่างรอขึ้นเครื่อง แต่ไม่อยากลากกระเป๋าไปมาให้พะรุงพะรัง สามารถนำกระเป๋าฝากกับ AIRPORTELs ก่อนได้ พอถึงเวลาค่อยกลับมานำกระเป๋าไปโหลดทีหลัง โดยใช้ Boarding Pass เป็นเอกสารในการยืนยันตัวตนว่าเราคือผู้โดยสารคนเดียวกับคนที่ได้เช็กอินไปก่อนหน้านี้ ของที่โหลดเพิ่มจะได้เอาไปรวมกับของเก่าที่โหลดเอาไว้ก่อนหน้าได้ถูกคน

โดยหลายคนเลือกที่จะมาช็อปปิงสินค้าในสนามบินกันค่อนข้างมาก เพราะนอกจากราคาจะถูกกว่าตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปแล้ว ยังสามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ฟรี เพิ่มเติมจากน้ำหนักมาตรฐานที่สายการบินแจ้ง หรือผู้โดยสารได้ซื้อน้ำหนักเอาไว้

โชว์ให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูทางออกขึ้นเครื่องดู

เราจำเป็นต้องแสดง Boarding Pass โชว์ให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูทางออกขึ้นเครื่องดู เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนว่าเราคือผู้โดยสารของสายการบินนั้นๆ และเราขึ้นเครื่องบินถูก Gate เพราะอย่างที่บอกไว้ข้างต้น ว่าเครื่องบินโดยสารนั้นมีขนาดใหญ๋ และมีหลาย Gate หากขึ้นผิด Gate จะสร้างความลำบากให้กับเรา รวมถึงแอร์โฮสเตส และสจ๊วตบนเครื่องบินเวลาต้องหาที่นั่ง อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่าเราเป็นผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วเครื่องบินมาอย่างถูกต้อง

โชว์ให้พนักงานต้อนรับดู

สาเหตุสำคัญที่ต้องโชว์ Boarding Pass ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องดูอีกรอบ คือ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ให้จัดหาที่นั่งให้เราได้อย่างสะดวก และจะได้มีหลักฐานยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของที่นั่งนั้นๆ หากมีคนอื่นมานั่งที่นั่งของเราบนเครื่องบิน

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

Boarding Pass คือ เอกสารที่สำคัญที่สุดในการเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะมีข้อมูลสำคัญต่างๆ มากมาย ทั้งชื่อ-นามสกุล หมายเลขเที่ยวบิน เวลาขึ้นเครื่อง เวลาถึงปลายทาง ประตูทางออกขึ้นเครื่อง เลขที่นั่ง และชั้นโดยสาร แถมยังมีบาร์โค้ดที่สามารถเข้าไปแก้ไขชื่อ-นามสกุล และเที่ยวบินต่างๆ แบบออนไลน์ได้ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลที่ทางเรานำมาฝาก ว่า Boarding Pass มีความสำคัญมากแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านไปสนามบิน อย่าลืมเช็คกันน้า และทุกคนต้องเก็บรักษา และห้ามทำ Boarding Pass หาย ตลอดจนห้ามโพสต์ข้อมูลบน Boarding Pass ลงบนโซเชียลเป็นอันขาด

อ่านเพิ่มเติม

Airbnb คืออะไร ต่างจาก hotel อย่างไร  ทำไมถึงกำลังเป็นที่นิยม

Airbnb คืออะไร ต่างจาก hotel อย่างไร  ทำไมถึงกำลังเป็นที่นิยม

Airbnb คือ บริษัท Startup ผู้ผลิตคิดค้นแพลตฟอร์มออนไลน์ บริการเปิดห้องว่างให้เช่าห้องพัก ซึ่งได้พัฒนามาโดยตลอดหลายปี แม้จะเจออุปสรรคหรือโดนปฏิเสธก็ไม่ยอมแพ้ กว่าจะกลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ 

Airbnb ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเจ้าของบ้านและผู้เช่า โดยมอบทางเลือกใหม่ๆ ในราคาที่เป็นมิตรกับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว เดินทางไปยังสถานที่และประเทศต่างๆ โดยต่างกับโรงแรมทั่วไป เพราะผู้พักจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่ตลอดจากที่พักแต่ละที่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยเหตุนี้ Airbnb จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ครองใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกนั่นเอง

Airbnb vs hotel ต่างกันอย่างไร

airbnb vs hotel ต่างกันอย่างไร

ปกติแล้ว จุดเด่นของโรงแรมทั่วไปคือ การจองห้องที่สะดวก ได้มาตรฐาน ละแวกใกล้เคียงอยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต สถานีรถไฟต่างๆ แถมสามารถจองได้โดยไม่ต้องชำระล่วงหน้า เชื่อถือได้ ถูกกฎหมาย มีบริการซักผ้า ขนกระเป๋า มีพนักงานคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา 

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

อย่างไรก็ตาม Airbnb ก็มีข้อดีที่แตกต่างจากโรงแรมหลายประการ ตรงที่ว่าสามารถรองรับคนได้มากกว่า ได้บรรยากาศเหมือนอาศัยกับคนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นจริงๆ ราคาน่ารัก มีครัวส่วนตัวหรือเครื่องซักผ้าให้อีกด้วย มีรีวิวประกอบการตัดสินใจ การให้ความสำคัญกับประสบการณ์การเดินทางและราคา Airbnb จึงกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักเดินทางที่ต้องการดื่มด่ำกับวัฒนธรรมใหม่ๆ และสำรวจจุดหมายปลายทางใหม่ๆ ในราคาประหยัด

ที่มาของ Airbnb เกิดจากอะไร

ที่มาของ airbnb เกิดจากอะไร

กว่าจะมาเป็นบริษัท Startup ที่ประสบความสำเร็จได้จนถึงขนาดนี้ ต้องย้อนกลับไปยังปี 2007 ที่ Airbnb เกิดจากไอเดียของสองหนุ่มรูมเมท ขณะที่เกิดวิกฤติเงินไม่พอจ่ายค่าเช่าห้องย่าน San francisco ทีนี้จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่าจะให้คนเข้ามาเช่า  โดยโพสต์รูปและแผนที่ลงใน www.airbedandbreakfast.com ปรากฎว่ามีผู้สนใจเข้ามาเช่าห้องจริงๆ จากนั้นพวกเขาก็ได้ชวนรูมเมทเก่าอีกหนึ่งคนมาพัฒนาต่อยอดไอเดียนี้ เพื่อให้ฝันพวกเขาเป็นจริง 

Airbnb ลองหารายได้ทางอื่นโดยเกาะกระแสการเลือกตั้ง ทำกล่องซีเรียล Obama O’s และ Cap’n McCain’s ออกมาขายกวาดรายได้หลายหมื่นเหรียญ ถึงกระนั้น Airbnb ก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จซะทีเดียว จนกระทั่ง พบคำตอบแล้วว่าภาพถ่ายมีผลทำให้ห้องดูไม่น่าพัก ทั้งสามหนุ่มจึงเปลี่ยนรูปถ่าย และชื่อเว็บจาก  airbedandbreakfast.com มาเป็น Airbnb.com รวมทั้งขยายประเภทที่พักและเก็บค่าเช่าเอง หลังจากนั้น

มือกลองชื่อดัง วง Barry Manilow ได้มาเช่า Airbnb ทั้งอะพาร์ตเมนต์ ทำให้คนได้รู้จักบริการนี้มากขึ้น นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Airbnb เป็นที่รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้

Airbnb สร้างรายได้แบบไม่ต้องลงทุนอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไร

airbnb สร้างรายได้แบบไม่ต้องลงทุนอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไร

จากวันแรกที่ใช้รูปภาพลงบนเว็บไซต์ พวกเขาพบว่า รูปของที่พักนั้นดึงดูดให้มีผู้คนมาเช่ามากที่สุด และทุ่มเทให้กับรูปภาพของที่พักเป็นจำนวนมาก เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถเดินทางมาด้วยตนเอง รูปภาพจึงกลายมาเป็นจุดขายของแพลตฟอร์ม Airbnb 

อีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจ คือ โปรแกรมบอกต่อ Referral program หรือการโปรโมทโดยการบอกต่อเพื่อรับคูปองโบนัสส่วนลด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีผู้เข้าใช้มากขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเลย รวมถึงระบบรีวิว ที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจที่จะจองห้องพักนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี 

การเข้าพักกับ Airbnb ยังมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่โรงแรมไม่สามารถทำได้ เช่น การจัดปาร์ตี้หรือพักผ่อนทำกิจกรรมกับครอบครัว ในราคาที่เป็นมิตรกว่า ออกแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวหมู่บ้านเล็กๆ 

ข้อดีของ airbnb

  • ราคาเป็นมิตร มีดีลส่วนลดที่น่าสนใจ
  • มีห้องพักที่ไม่ซ้ำใคร ให้เลือกสรร
  • อุปกรณ์ทำครัว อุปการณ์อาบน้ำพร้อม 
  • ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
  • ที่พักหลากหลายขนาด รองรับได้หมด ทั้งคู่รัก ครอบครัว เพื่อนกลุ่มใหญ่ แล้วแต่จะเลือก
  • มีพื้นที่กิจกรรม เช่น สระว่ายน้ำ สนามหญ้า ห้องเล่นเกม เป็นต้น
  • โอกาสดื่มด่ำวัฒนธรรมต่างประเทศกับเจ้าของที่พัก

ข้อเสียของ airbnb

  • รูปไม่ตรงปก ขนาดห้อง วิว ไม่เหมือนกับที่โฆษณาไว้
  • หาโลเคชั่นลำบาก บางที่ไม่มีชื่อระบุอย่างชัดเจน
  • การสื่อสารไม่เข้าใจกัน อาจขัดข้องได้ ข้อมูลไม่ตรงกับที่ขอ
  • ที่จอดรถระบุไม่ละเอียด บางครั้งต้องจอดริมถนนหรือเสียเงินเพิ่ม
  • ยกเลิกกะทันหัน โดยต่างฝ่ายต่างไม่ทันตั้งตัว
Airbnb ส่งผลกระทบอย่างไรต่อธุรกิจโรงแรม ห้องพัก รีสอร์ต

airbnb ส่งผลกระทบอย่างไรต่อธุรกิจโรงแรม ห้องพัก รีสอร์ต

ธุรกิจปล่อยห้องเช่า Airbnb ส่งผลกระทบต่อรายได้ธุรกิจโรงแรม ห้องพัก รีสอร์ตถึง 3.7% อ้างจาก Harvard และ MTI ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตเรื่อยๆ ในปี 2025 ทิศทางธุรกิจของ Airbnb เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจหลักที่ให้เช่าระยะสั้น และสำรวจโอกาสในกลุ่มใหม่ๆ ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น การเช่าระยะยาวและที่พักสำหรับองค์กร 

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

นอกจากนี้ Airbnb ยังมุ่งเน้นไปที่การยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพัก สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและขยายสู่ตลาดใหม่ เพื่อดึงดูดนักเดินทางให้มากขึ้น ลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า Airbnb มุ่งมั่นที่จะสร้างนวัตกรรมและการเติบโต ในขณะที่พยายามรักษาตำแหน่งในฐานะแพลตฟอร์มชั้นนำในอุตสาหกรรมที่พักให้เช่าควบคู่ไปด้วย

ที่พักแบบ new experience เปิดโลกกว้าง พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนคติ

ที่พักแบบ new experience เปิดโลกกว้าง พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนคติ

นอกจากประสบการณ์ที่แปลกใหม่ Airbnb ยังมอบประสบการณ์ที่หลากหลายให้ผู้ที่เข้ามาพักได้แลกเปลี่ยนไอเดีย ทัศนคติ นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกที่พักที่มีหลากหลายสไตล์  ตั้งแต่สไตล์อบอุ่นแนวคอตเทจไปจนถึงประสบการณ์สุดหรูจากเพนต์เฮาส์ราคาแพง 

ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อธุรกิจหรือหยุดสุดสัปดาห์ การพักแบบนิวเอ็กซ์พีเรียนซ์ จะทำให้ผู้พักมีประสบการณ์การร่วมในท้องถิ่นทั้งแบบเข้าร่วมสถานที่จริงและออนไลน์ ที่จัดโดยคนพื้นเมืองที่มีใจรักและเชี่ยวชาญในการทำสิ่งนั้น เช่น การทำอาหาร ดนตรี และดูแลสัตว์ นอกจากนี้ยังมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่เป็นคนคอย นำกลุ่มเล็กๆ ไปผจญภัยแบบเอกซ์คลูซิฟ รับรองได้ว่าไม่เหมือนใครแน่นอน

บริการที่ปลอดภัย ไว้ใจได้แม้พักกับคนแปลกหน้า

ทาง airbnb มีระบบยืนยันความปลอดภัย ให้ผู้เข้าพักมั่นใจแม้ต้องพักกับคนแปลกหน้า โดยมีวิธีตรวจสอบ ดังนี้

  • การตรวจสอบที่เข้าถึงได้ เช่น การยืนยันข้อมูลประวัติส่วนตัว
  • มีระบบแชตให้ผู้เช่ามั่นใจที่จะติดต่อสอบถามข้อมูลกับผู้ให้เช่ากันอย่างปลอดภัย
  • เป็นแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือสำหรับการเรียกเงินและโอนเงิน ชำระจ่ายบริการอย่างง่ายๆ ด้วยการชำระเงินหลายช่องทาง เช่น บัตร Visa, MasterCard, Amex, JCB, Google Pay, Apple Pay, เดบิต และ Paypal อีกทั้งยังเลือกสกุลเงินที่ใช้ชำระได้อีกด้วย
Airbnb กับกฎหมายด้านความปลอดภัย

airbnb กับกฎหมายด้านความปลอดภัย

เพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละประเทศ Airbnb จึงพิจารณาที่จะออกกฎระเบียบแก่ผู้ปล่อยเช่า รับรองความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาพัก โดยแต่ละท้องถิ่นมีการกำหนดแตกต่างกัน แบ่งจำแนกเป็นหมวดใหญ่ๆ ได้ ดังนี้ จำนวนผู้เข้าพัก เจ้าของต้องขออนุญาตใบประกอบธุรกิจ มาตรฐานที่อยู่อาศัยขั้นต่ำ ใบอนุญาตพิเศษ ภาษีท้องถิ่น กฎหมายผู้ให้เช่า-ผู้เช่า รวมทั้งกฎอื่นๆ

airbnb ส่งผลต่อความเป็นส่วนตัว (Privacy) หรือไม่

ด้วยความที่แขกที่เข้ามาพักอาจมีหลากหลายเชื้อชาติ มากหน้าหลายตา อาจทำให้เพื่อนบ้านรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องพบคนแปลกหน้าเวียนเข้าเวียนออกอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็เกิดเสียงดังรบกวนผู้พักอยู่ระแวกเดียวกัน 

ดังนั้น Airbnb ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง จึงมีกฎบังคับแจ้งผู้พักให้ระบุกฎหน้าโพรไฟล์ที่พัก ไม่ว่าจะเป็นกฎของอาคาร การเลี้ยงสัตว์ การสูบบุหรี่ ที่จอดรถ และเสียงรบกวน เพื่อป้องกันปัญหาข้างต้น 

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

การท่องเที่ยวด้วยการจัดหาที่พักที่หลากหลายไม่เหมือนใครและราคาย่อมเยา พร้อมทั้งประสบการณ์ส่วนตัวสุดพิเศษที่โรงแรมไม่สามารถให้ได้ airbnb ได้สร้างวิธีการพักอาศัยแบบใหม่ ที่ช่วยให้ผู้คนได้สัมผัสกับวิถีพื้นเมืองอย่างแท้จริง Airbnb จึงกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักเดินทางมากมาย ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าพักและรายได้ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมลดลง  

อย่างไรก็ตาม ที่พักใน Airbnb มักอยู่ห่างไกลในย่านหรือซอยที่ไม่คุ้นเคย ไม่สะดวกต่อการเดินทางโดยสาธารณะ Airportels มีบริการส่งกระเป๋าเดินทางและสัมภาระมายังที่พักก่อน จะได้ช่วยลดความยุ่งยากในการเดินทาง ให้คุณท่องเที่ยวอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องก

อ่านเพิ่มเติม

ไม่ต้องลากกระเป๋าให้ลำบากอีกต่อไป เพียงฝากกระเป๋าที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ใบเล็ก-ใบใหญ่ ไม่ใช่ปัญหา มาส่งกระเป๋าที่ MBK CENTER | AIRPORTELS
จุดรับฝากกระเป๋าดอนเมือง ที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น

How to ใช้ Google Maps แบบ Offline ไม่ต้องง้อเน็ต

ปกติเราจะใช้ Google Maps กันแบบออนไลน์ ทั้ง IOS และ Android  มาเป็นตัวช่วยในการเดินทาง แต่เดี๋ยวนี้สามารถดูได้แล้วแบบออฟไลน์ ซึ่ง Google Map Offline ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยการเดินทาง ที่ให้ความสะดวก และมีประโยชน์อย่างมาก ในเวลาที่เราเดินทางไปสถานที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเราไม่ชำนาญทาง แต่จะนำแผนที่มาใช้อย่างไรนั้น สามารถมาดูพร้อมกันได้ในบทความนี้

Google Maps แบบ Offline คืออะไร

Google Maps แบบ Offline คืออะไร

Google Maps แบบ Offline คือ การดาวน์โหลดแผนที่การเดินทางล่วงหน้า โดยการดาวน์โหลดแผนที่จุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการไป ในการดาวน์โหลดจะสามารถโหลดแผนที่ได้มากกว่า 1 สถานที่ และสามารถบันทึกแผนที่ไว้ดูภายหลังได้ ในแง่ของการใช้งานแบบออฟไลน์ก็สะดวกกว่ามาก เพราะการใช้งานแผนที่แบบออฟไลน์ จะสามารถใช้งานได้แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต 

ส่วนการดาวน์โหลดแผนที่และการใช้งาน ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ทั้งระบบ Google Map Offline ios และระบบ Google Map Offline Android ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า การใช้งานแบบออฟไลน์จะต่างจากการใช้งาน Google Maps แบบออนไลน์อย่างสิ้นเชิง โดยการใช้งานแบบออนไลน์ จะต้องอาศัยสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น หากไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือสัญญาณขัดคล่อง ก็จะไม่สามารถใช้งานได้

ประโยชน์ของ Google Maps Offline

ประโยชน์ของ Google Maps Offline

ในบางครั้ง เส้นทางการเดินทางของเราอาจจะไม่สามารถเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ เช่น ในกรณีที่เราหลงทางไปในที่ที่ไม่มีสัญญาณ หลงอยู่ท่ามกลางผู้คนแออัด หรือหลงไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้น การดาวน์โหลดและบันทึก Maps Offline Google ไว้ล่วงหน้า จึงจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเดินทาง ซึ่งการใช้งาน จะใช้งานได้เหมือน Google Maps แบบออนไลน์ ใช้งานได้ง่าย แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต การใช้งานก็สามารถ เลือกจากแผนที่ที่เราทำการบันทึกไว้ล่วงหน้า หรือการค้นหาแผนที่แบบออฟไลน์ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เรียกได้ว่าการใช้งานแบบออฟไลน์ ถือเป็นเครื่องมือนำทางที่ดีและมีประโยชน์มากทีเดียว

วิธีดาวน์โหลด Google Maps Offline

วิธีดาวน์โหลด Google Maps Offline

วิธีดาวน์โหลด  Google Maps Offline ง่ายกว่าที่คิด ในการดาวน์โหลด สามารถเลือกดาวน์โหลดแผนที่เพื่อใช้งานออฟไลน์ กับเลือกดาวน์โหลดแผนที่ของตัวเราเอง และสามารถแยกวิธีดาวน์โหลดตามระบบ Android และ IOS ได้ดังนี้

ระบบ  Android

วิธีดาวน์โหลด Google Maps Offline 

  1. เปิดแอป  Google Maps บนโทรศัพท์มือถือ
  2. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตว่าเชื่อมต่ออยู่หรือไม่
  3. ลงชื่อเข้าใช้งาน Google Maps
  4. ค้นหาสถานที่ที่ต้องการไป เช่น จังหวัดภูเก็ต หรือเลือกสถานที่อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น แหลมพรหมเทพ
  5. แตะชื่อ หรือสถานที่ จากนั้นเลือกคำว่า เพิ่มเติม หรือจุดสามจุดมุมขวาบน
  6. เมื่อเลือกเสร็จแล้ว จะมีกรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้าขึ้นมา ซึ่งเราสามารถเลือกปรับเปลี่ยนความกว้างของแผนที่ได้ หรือจะปักหมุดสถานที่ที่เราต้องการไปแบบเฉพาะเจาะจงได้
  7. เมื่อได้จุดหมายแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ได้เลย

วิธีดาวน์โหลด แผนที่ของเราเอง

  1. เปิดแอป Google Maps บนโทรศัพท์มือถือ
  2. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตว่าเชื่อมต่ออยู่หรือไม่
  3. ลงชื่อเข้าใช้งาน Google Maps
  4. เลือกโปรไฟล์ด้านมุมขวาบน 
  5. เลือกคำว่าแผนที่ออฟไลน์ และกดคำว่าเลือกแผนที่ของคุณเอง
  6. เมื่อเลือกเสร็จแล้ว จะมีกรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้าขึ้นมา ซึ่งเราสามารถเลือกปรับเปลี่ยนความกว้างของแผนที่ได้ 
  7. เมื่อได้จุดหมายแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ได้เลย

ระบบ  IOS

วิธีดาวน์โหลด Google Maps Offline 

  1. เปิดแอป Google Maps บนโทรศัพท์มือถือ
  2. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่หรือไม่
  3. ตรวจสอบว่าไม่ได้อยู่ในโหมดไม่ระบุตัวตน จากนั้นลงชื่อเข้าใช้ Google Maps
  4. ค้นหาสถานที่ที่ต้องการไป เช่น จังหวัดภูเก็ต หรือเลือกสถานที่อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น แหลมพรหมเทพ
  5. แตะชื่อหรือสถานที่ จากนั้นเลือกคำว่า เพิ่มเติม หรือจุดสามจุดมุมขวาบน
  6. เมื่อเลือกเสร็จแล้ว จะมีกรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้าขึ้นมา ซึ่งเราสามารถเลือกปรับเปลี่ยนความกว้างของแผนที่ได้ หรือจะปักหมุดสถานที่ที่เราต้องการไปแบบเฉพาะเจาะจงได้
  7. เมื่อได้จุดหมายแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ได้เลย

วิธีดาวน์โหลด แผนที่ของเราเอง

  1. เปิดแอป Google Maps บนโทรศัพท์มือถือ
  2. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตว่าเชื่อมต่ออยู่หรือไม่
  3. ตรวจสอบว่าไม่ได้อยู่ในโหมดไม่ระบุตัวตน จากนั้นลงชื่อเข้าใช้ Google Maps
  4. เลือก โปรไฟล์ด้านมุมขวาบน 
  5. เลือกคำว่า แผนที่ออฟไลน์ และกดคำว่า เลือกแผนที่ของคุณเอง
  6. เมื่อเลือกเสร็จแล้ว จะมีกรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้าขึ้นมา ซึ่งเราสามารถเลือกปรับเปลี่ยนความกว้างของแผนที่ได้ 
  7. เมื่อได้จุดหมายแล้ว ก็สามารถดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ได้เลย
การบันทึก Google Maps Offline ใน SD สำหรับ Android

การบันทึก Google Maps Offline ใน SD สำหรับ Android

สำหรับ Android จะต่างจาก IOS ตรงที่ต้องโหลดแผนที่มาเก็บไว้ในการ์ด SD การดาวน์โหลดจะใช้ได้กับระบบ Android 6.0 ขึ้นไป โดยการบันทึกข้อมูล จะเป็นการบันทึกและการจัดเก็บข้อมูลแบบพกพา โดยจะมีวิธีการบันทึกลงการ์ด SD ได้ดังนี้

  1. ใส่การ์ด SD ลงในโทรศัพท์มือถือ
  2. ตรวจสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตว่าเชื่อมต่ออยู่หรือไม่
  3. ลงชื่อเข้าใช้งาน Google Maps
  4. เลือก โปรไฟล์ด้านมุมขวาบน จากนั้นเลือกคำว่า แผนที่ออฟไลน์
  5. สังเกตมุมขวาบน จะมีรูปฟันเฟือง หรือการตั้งค่า กดเลือกได้เลย
  6. เมื่อเข้ามาหน้าตั้งค่าแล้วให้เลือกหัวข้อ ค่ากำหนดพื้นที่เก็บข้อมูล
  7. เลือกคำว่าอุปกรณ์ > เปลี่ยนการตั้งค่าจากอุปกรณ์ เป็นการ์ด SD
  8. เสร็จแล้ว ก็กดบันทึกการตั้งค่า
  9. จากนั้นเลือกแผนที่ที่ต้องการดาวน์โหลด และแผนที่จะถูกบันทึกลงในการ์ด SD

การเก็บข้อมูลในการ์ด SD ของ Android จะช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในโทรศัพท์ให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

วิธีใช้ Google Maps Offline

วิธีใช้ Google Maps Offline

เมื่อเราทำการดาวน์โหลด Google Maps Offline ลงในมือถือไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อมาก็มาดูวิธีใช้งานกัน

  1. เปิดแอป Google Maps ในโทรศัพท์ระบบ Android หรือ ios
  2. เลือก โปรไฟล์ด้านมุมขวาบน
  3. กดเลือกคำว่า แผนที่ออฟไลน์
  4. กดเลือก สถานที่ที่บันทึกไว้ เช่น จังหวัดภูเก็ต หรือสถานที่ที่เฉพาะเจาะจง เช่น แหลมพรหมเทพ
  5. กดใช้งานสถานที่บันทึกไว้ และเริ่มเดินทาง

ในส่วนของการใช้งาน Google Maps Offline จะคล้ายกับการใช้งาน Google Maps Online แต่จะมีข้อจำกัดในการใช้งาน คือ ในการดาวน์โหลด Google Maps Offline จะต้องโหลดกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ข้อจำกัดการใช้งาน เรื่องของพื้นที่ จะสามารถใช้งานได้ในเฉพาะพื้นที่ที่เราบันทึกไว้เท่านั้น เช่น บันทึกพื้นที่ในจังหวัดภูเก็ต ก็จะสามารถใช้งานได้เฉพาะในพื้นที่ภูเก็ตเท่านั้น ข้อจำกัดของข้อมูลการจราจรที่จะไม่มีการอัปเดตอย่างเรียลไทม์ ข้อมูลการเดินทางที่มีเฉพาะการเดินทางโดยรถยนต์ รวมถึงการคำนวณระยะเวลาในการเดินทาง ที่ไม่ใช่การคำนวณเวลาการเดินทางจากการจราจรในปัจจุบัน

Google Maps Offline เหมาะกับใคร

การใช้งาน Google Maps Offline เหมาะกับผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณแต่ไม่ชำนาญทาง หรือผู้มีอายุ ที่ไม่มีทักษะในการใช้ Google Maps ออนไลน์ เพื่อให้การเดินทางของเราสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้งานได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เราก็สามารถโหลด Google Maps Offline ไว้และกำหนดเส้นทางและปลายทางไว้เพื่อใช้งานได้

สรุป

Google Maps แบบ Offline คือ การใช้งานแผนที่การเดินทางแบบออฟไลน์ โดยการดาวน์โหลดแผนที่และจุดหมายที่ต้องการไปไว้ล่วงหน้า แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ยังสามารถใช้งานได้ ซึ่งจะต่างจาก Google Maps ออนไลน์ ที่จะต้องใช้งานกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น และใน Google Maps Offline ก็มีประโยชน์อย่างมากในการใช้งาน สำหรับผู้คนที่ไม่ชำนาญเส้น เพราะในบางครั้งที่เราเดินทาง ก็อาจจะเดินไปทางยังที่ที่ไม่มีสัญญาณ หรืออยู่ท่ามกลางผู้คนแออัด ทำให้สัญญาณขาดหาย จนไม่สามารถใช้งานแผนที่ได้ รวมถึงผู้สูงอายุ ที่ไม่มีทักษะการใช้งาน Google Maps ออนไลน์ ก็จะเป็นตัวช่วยในการเดินทางให้สะดวกขึ้นได้ 

ดังนั้น การดาวน์โหลดแผนที่ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ดี ที่นอกจากจะทำให้การเดินทางราบรื่นแล้ว ก็ยังเดินทางไปยังจุดหมายที่เราตั้งใจไว้ได้อย่างแน่นอน

เตรียมตัวให้พร้อม check list ให้ดี ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ

เตรียมตัวก่อนเดินทางต่างประเทศ

การเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยวหรือทำธุระก็ตาม ทุกคนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ใบรับรองต่างๆ และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการไปพักในต่างประเทศ ซึ่งในบทความนี้ได้ลิสต์ทุกอย่างที่ควรเตรียมให้พร้อมก่อนการเดินทางไว้แล้ว เพื่อให้ทริปเดินทางไปยังต่างประเทศของทุกคนราบรื่นไม่ติดขัด หากพร้อมแล้วสามารถเช็กลิสต์ได้ตามนี้เลย

vaccine passport

เอกสารสำคัญ

แม้จะสิ้นสุดภาวะระบาดของโรค COVID-19 แล้ว แต่การเดินทางไปต่างประเทศบางประเทศ อาจจะต้องเตรียมตัวแสดงเอกสารใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ COVID-19 ที่นอกเหนือจากเอกสารปกติด้วย เพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศ เอกสารสำคัญๆ ได้แก่

Vaccine Passport

การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปต่างประเทศ ต้องศึกษาว่าประเทศปลายทางนั้น จำเป็นต้องแสดงหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Vaccine Passport” หรือไม่ ซึ่งการขอ Vaccine Passport จะต้องเตรียมทั้งเอกสารตัวจริงและสำเนาให้ครบก่อน ได้แก่ เอกสารรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง และค่าธรรมเนียมการออกหนังสือรับรองฯ 50 บาท โดยมีทั้งแบบรูปเล่ม และแบบดิจิทัล สามารถยื่นขอที่หน่วยงานสาธารณสุข หรือจะยื่นขอผ่านแอปพลิเคชั่น “หมอพร้อม” ก็ได้ทั้งสองช่องทางเลย

ใบรับรองแพทย์ Fit to Fly

ใบรับรองแพทย์ Fit to Fly (Fit to Fly Health Certificate) เป็นเอกสารทางการแพทย์อีกหนึ่งประเภทที่ต้องเตรียมก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เป็นการแสดงผลการตรวจหาเชื้อโควิค-19 ภายในระยะเวลา 36-72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ทั้งนี้ เงื่อนไขเรื่องของระยะเวลานั้น ขึ้นอยู่กับสายการบินและเกณฑ์ของประเทศปลายทาง

passport

หนังสือเดินทางหรือ Passport

หนังสือเดินทาง หรือ Passport เป็นเอกสารชิ้นแรกที่ต้องมีการเตรียมตัวเมื่อจะไปต่างประเทศ และเป็นเอกสารสำคัญที่สุดที่ต้องติดตัวไว้ตลอดระยะเวลาที่เดินทางหรืออยู่ในต่างประเทศ เพราะ Passport เปรียบเสมือนเอกสารที่แสดงตัวตนและสถานภาพของบุคคลนั้นๆ การเตรียมตัวก่อนการเดินทางไปต่างประเทศจะต้องตรวจสอบวันหมดอายุ และสภาพความเสียหายของเล่ม Passport ด้วยทุกครั้ง 

ตั๋วเครื่องบิน

ก่อนการเดินทางไปต่างประเทศจะต้องเช็กตั๋วเครื่องบินให้พร้อมเสมอ เบื้องต้น คือ การตรวจสอบเวลาเช็กอินและเคาท์เตอร์เช็กอินที่เป็นข้อมูลล่าสุด เพราะในบางครั้งสายการบินอาจมีการปรับเปลี่ยนในช่วงเวลากระชั้นชิด สามารถตรวจสอบในเว็บไซต์หรือตรวจสอบ ณ สนามบินได้เลย แต่ว่าผู้เดินทางต้องเตรียมเอกสารสำหรับการเช็กอินให้พร้อม 

การเช็กอิน หากไม่มีสัมภาระที่ต้องโหลดสามารถเช็คอินล่วงหน้าในเว็บไซต์ได้ แต่หากมีสัมภาระก็จะต้องนำไปโหลดที่เคาท์เตอร์ก่อน ดังนั้น ผู้เดินทางจึงควรเตรียมตัวเผื่อเวลาสำหรับการทำธุรกรรมต่างๆ เหล่านี้ไว้ล่วงหน้า 2-3 ชั่วโมง ก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ

เอกสารจองเดินทาง

เอกสารจองที่พัก

การเตรียมตัวก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ ควรจองที่พักไปก่อนล่วงหน้า ตามระยะเวลาที่พักในต่างประเทศ และเตรียมเอกสารจองที่พักไว้ด้วยตอนเดินทาง เพื่อเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ว่าเป็นการเข้าประเทศไปอย่างถูกต้องถูกกฎหมาย มีที่พักที่แน่นอนในประเทศนั้นๆ 

ประกันการเดินทาง

ประกันการเดินทางเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะละเลยไปหรือมองว่าไม่จำเป็น ในการเตรียมตัวก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ จึงไม่สนใจที่จะทำประกันการเดินทาง แต่การทำประกันการเดินทางไปต่างประเทศนั้นมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นสิ่งที่คุ้มครองผู้เดินทางเมื่อมีเหตุไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ กระเป๋าเดินทางล่าช้าสูญหาย ไฟลต์บินล่าช้า หรือในการยื่นขอวีซ่าบางประเทศจำเป็นต้องทำประกันการเดินทางด้วย เป็นต้น 

sim card

สิ่งอำนวยความสะดวก

การเตรียมตัวไปต่างประเทศ จะต้องเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกไปให้พร้อม เพราะจะทำให้การดำรงชีวิตในต่างประเทศง่ายขึ้นมาก ตัวช่วยอำนวยความสะดวกจะประกอบไปด้วย

ซิมเพื่อใช้งานต่างประเทศ

ปัจจุบันเครือข่ายโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศได้สะดวกขึ้น การเตรียมตัวก่อนเดินทางไปต่างประเทศควรจะเตรียมเรื่องของการใช้งานเครือข่ายการสื่อสารระหว่างการเดินทางด้วย ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเองมีหลายบริษัทที่รองรับการใช้งานซิมในต่างประเทศ หรือในบางกรณีไม่ต้องเปลี่ยนซิม สามารถใช้เบอร์เดิมในต่างประเทศได้เลย เพียงแค่สมัครแพคเกจสำหรับเปิดใช้งานในต่างประเทศเท่านั้น 

translate

แอปแปลภาษา

ควรเตรียมโหลดตัวช่วยที่ดีนี้ไว้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อการเดินทางท่องเที่ยวที่ราบรื่น สามารถใช้แอปแปลภาษาช่วยในการสื่อสารกับคนท้องถิ่น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เดินทางและคนท้องถิ่นภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง หรือกรณีที่การพูดภาษาในแต่ละสำเนียงที่ไม่คุ้นเคย อาจทำให้การสื่อสารผิดพลาดได้ ดังนั้นการเตรียมโหลดแอปแปลภาษาไว้จะเป็นสิ่งที่ช่วยนักเดินทางได้เป็นอย่างดี

ที่ชาร์จแบตสำรอง

การเตรียมตัวไปต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่ห้ามลืมเลยคือที่ชาร์จแบตสำรอง เพราะจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เป็นปัจจัยที่ห้าเลยก็ว่าได้ ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ การค้นหาข้อมูลสถานที่ต่างๆ การถ่ายรูป การเล่นโซเซียล ดังนั้นควรเตรียมที่ชาร์จแบตสำรองไปด้วยทุกครั้ง เพื่อจะได้ใช้โทรศัพท์ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเวลาฉุกเฉิน แต่การพกที่ชาร์ตแบตสำรองนั้น ต้องศึกษากฎของสายการบินต่างๆ ด้วย ว่าจะสามารถพกที่ชาร์จแบตสำรองประเภทไหนขึ้นเครื่องบินได้บ้าง

หัวแปลง

ที่แปลงหัวปลั๊ก

แต่ละประเทศนั้นจะใช้ปลั๊กแตกต่างกัน รวมถึงกระแสไฟก็ยังไม่เท่ากันด้วย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ได้รับความเสียหาย เช่น การเสียบสายชาร์ตโทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผมต่างๆ จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการเตรียมที่แปลงหัวปลั๊กติดตัวไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเสียบอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ใดๆ ได้เลย อีกทั้งการไปหาซื้อตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในต่างประเทศนั้นอาจจะไม่มีจำหน่ายหรือมีจำหน่ายในราคาแพงก็ได้ 

บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต

การเตรียมตัวเกี่ยวกับการเงินก่อนเดินทางไปต่างประเทศนั้น นอกจากควรเตรียมเงินสดไปตามความเหมาะสมแล้ว ยังควรเตรียมบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตติดตัวไปด้วย เพราะการเดินทางไปต่างประเทศ มักมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สามารถใช้เงินสดได้หรือเงินสดไม่พอจ่าย การพกบัตรเครดิตบัตรเดบิตต่างๆ ไปด้วย จะเป็นตัวช่วยในกรณีฉุกเฉินได้

ยาประจำตัว

สิ่งของจำเป็น

แต่ละคนมีสิ่งของที่จำเป็นสำหรับร่างกายไม่เหมือนกัน ซึ่งการไปต่างประเทศจะต้องเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้พร้อมที่สุด เพราะบางสิ่งบางอย่างเป็นความจำเป็นเฉพาะตัว จึงต้องเตรียมไว้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ

ยาประจำตัว

การเตรียมตัวก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ ต้องคำนึงถึงยาที่ควรจะพกไปด้วย โดยทั่วไปสามารถพกไปได้หากเป็นยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาพาราเซตามอล ยาลดไข้ แก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาลดกรด แก้ท้องอืดท้องเสีย เป็นต้น แต่หากเป็นยาเฉพาะโรคบางชนิดที่เป็นยาห้ามเข้าประเทศนั้นๆ จะต้องกรอกแบบฟอร์มขออนุญาตการนำยาเข้าประเทศ และจะต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ระบุถึงโรคประจำตัวและยาที่จำเป็นต้องใช้ด้วย

ชุดปฐมพยาบาล

ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญที่ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เพราะหากเกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ จะได้สามารถหยิบมาใช้ได้ทันที ซึ่งหากสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นทั้งตนเองและเพื่อนร่วมเดินทางได้โดยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล ก็จะทำให้การเดินทางราบรื่นมากขึ้น

covid 19 kit

COVID-19 Kit

ทุกการเดินทางไปต่างประเทศควรเตรียมชุด COVID-19 Kit ติดตัวไปด้วย โดยมีอุปกรณ์สำคัญ เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สเปย์แอลกอฮอล์ เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดและป้องกันเชื้อโรค เนื่องจากไวรัสโควิดยังสามารถติดต่อกันได้ง่ายอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งของส่วนตัว

สิ่งของส่วนตัว

สิ่งของส่วนตัวที่ต้องมีการเตรียมให้ครบก่อนการเดินทาง ประเภทเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัวต่างๆ นั้น ควรเตรียมให้เรียบร้อย ครบจำนวนวันที่ต้องเดินทางไปและอาศัยในต่างประเทศ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกังวลเมื่อไปเที่ยวหรือทำธุระ

เสื้อผ้า

การเตรียมเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวก่อนการเดินทางไปต่างประเทศนั้น ควรจะเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับฤดูกาลของประเทศนั้นๆ พร้อมทั้งคำนึงถึงจุดประสงค์ของการเดินทางด้วย เช่น การเตรียมเสื้อผ้าสำหรับการไปเที่ยวย่อมแตกต่างจากการเตรียมเสื้อผ้าสำหรับการไปทำธุระ เป็นต้น อีกทั้งการเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมยังช่วยให้สามารถจัดการน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางได้ด้วย

ถุงมือและถุงเท้า

ในกรณีที่เดินทางไปต่างประเทศในช่วงฤดูหนาวนั้น นอกจากเสื้อผ้า การแต่งตัวที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมถุงมือและถุงเท้าด้วย ซึ่งจะต้องเป็นถุงมือถุงเท้าที่ใส่ในฤดูหนาวโดยเฉพาะ เพราะจะมีเนื้อผ้าที่หนา กันลมหนาวได้ ที่แตกต่างจากวัสดุทั่วไป 

รองเท้า

รองเท้าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการแต่งตัว การเตรียมรองเท้าไปเที่ยวต่างประเทศจะต้องพิจารณาถึงสภาพอากาศและภูมิประเทศของประเทศนั้นๆ ด้วย เช่น รองเท้าที่ใส่สำหรับเดินบนหิมะ รองเท้าสำหรับประเทศเขตร้อน และรองเท้าที่เหมาะกับการเดินในพื้นที่ที่เป็นเนินสูงต่ำ เป็นต้น ซึ่งต้องเตรียมรองเท้าให้เหมาะสม โดยที่ตัวผู้สวมใส่ต้องรู้สึกสบายเท้า เพราะจะส่งผลถึงสุขภาพในด้านอื่นๆ ด้วย

ของใช้ประจำวัน

การเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง ควรเตรียมของใช้ส่วนตัวที่ต้องในชีวิตประจำวันสำหรับทำความสะอาดไปด้วย เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ แชมพู โฟมล้างหน้า เครื่องสำอางค์ ผ้าเช็ดตัว ซึ่งควรแบ่งเป็นเซ็ตเล็กสำหรับถือขึ้นเครื่องบินอีกหนึ่งเซ็ต เพื่อที่จะได้ใช้ทำความสะอาดร่างกายระหว่างทาง ในกรณีที่เดินทางระยะเวลายาวนานหรือต้องเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ที่สนามบินใดสนามบินหนึ่ง โดยการพกพาสิ่งของเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎของการบิน คือ การพกของเหลวชิ้นเล็กไม่เกินชิ้นละ 100 มิลลิลิตร

ข้อมูลต่างประเทศ

ข้อมูลของประเทศนั้น

ก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ ต้องเตรียมตัวหาข้อมูลที่จำเป็นต่างๆ ของประเทศปลายทางด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ข้อห้ามปฏิบัติ วัฒนธรรม สภาพอากาศ และระบบขนส่งมวลชน เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยดี ดังนี้

ข้อห้ามของประเทศนั้น และวัฒนธรรมของประเทศปลายทาง

แต่ละประเทศมีวัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน การออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศคือการไปค้นพบโลกในอีกด้านหนึ่ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศที่จะเดินทางไป โดยเฉพาะข้อห้ามที่ไม่ควรปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งบางประเด็นจะต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ หากเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและศาสนา 

สภาพอากาศ

สภาพอากาศเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ ดังนั้นก่อนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจึงต้องศึกษาเรื่องของสภาพอากาศในช่วงเวลานั้นๆ ที่จะเดินทางไปถึง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมตัวในเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น การเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสม การเตรียมยาป้องกันไข้หวัด การเตรียมอุปกรณ์ที่สำคัญ การเตรียมแผนการเดินทาง และการเตรียมสภาพร่างกายให้มีความพร้อมที่จะเผชิญกับอากาศที่ไม่คุ้นเคยในต่างประเทศ

ข้อมูลระบบขนส่งมวลชน

เพื่อให้การเดินทางไปต่างประเทศมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลา ควรเตรียมตัวไว้ก่อน โดยการศึกษาข้อมูลระบบขนส่งมวลชนของประเทศนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน จะช่วยให้วางแผนการเดินทางได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้น เช่น ตารางเวลารถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน รถบัส เป็นต้น การเตรียมข้อมูลในเรื่องของระบบขนส่งมวลชนเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนจะเดินทางไปถึงประเทศปลายทาง เพราะการท่องเที่ยวจะได้ไม่เสียเวลาไปกับการหลงทางหรือการหาเส้นทาง

อาหาร

ก่อนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ควรเตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารประจำชาติ หรืออาหารประจำถิ่นต่างๆ ที่ควรไปจะลองรับประทานดู เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศอื่นๆ ด้วย การวางแผนเกี่ยวกับอาหารการกินนั้นก็จะกลายเป็นอีกเรื่องสนุกของการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศเลยทีเดียว  

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเดินทางไปต่างประเทศให้พร้อมเสมอ ได้แก่ การเตรียมเอกสารสำคัญ การเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งของจำเป็น สิ่งของส่วนตัว ตลอดจนข้อมูลของประเทศปลายทาง ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่ง คือ การบริหารจัดการเวลาและความคล่องตัวในการเดินทาง ซึ่ง Airportels เป็นบริการที่ตอบโจทย์ของนักเดินทางในเรื่องการรับฝากกระเป๋าสัมภาระทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ลดความกังวลใจในการต้องดูแลสัมภาระระหว่างรอในสนามบิน เพียงนำไปฝากไว้ นักเดินทางก็สามารถจัดการธุระในส่วนอื่นๆ ได้อย่างสบายใจก่อนการเช็กอิน และยังมีความปลอดภัย รวดเร็ว ใช้งานง่ายอีกด้วย

เตรียมตัวก่อน รู้ก่อน รู้ขั้นตอนในการเข้าพักโรงแรม

รู้หรือไม่ว่าหนึ่งในปัญหาสำคัญของมือใหม่หัดเที่ยว มักจะเกิดขึ้นระหว่างการเช็คอินโรงแรม เพราะในภาพจำหลายคนอาจจะคิดว่า แค่ จอง จ่าย จบ ก็เดินไปรับกุญแจเข้าห้องพักกันได้แล้ว แต่จริง ๆ แล้ว การเข้าพักกับโรงแรมเองก็ต้องใช้ ขั้นตอน และเอกสาร พร้อมทั้งกติกาสากลประกอบด้วย ซึ่งวันนี้ AIRPORTELs จะพาไปดูวิธีการจองโรงแรมไปจนถึงการเช็คอินเช็คเอาท์ ว่ามีอะไรบ้างที่ผู้อ่านต้องระวัง !

ขั้นตอนการเข้าพักโรงแรม
booking

การจองห้องพัก

จริง ๆ การจองห้องพักนั้น ถูกออกแบบมาให้เป็นขั้นตอนที่ง่ายและสะดวกที่สุดอยู่แล้วในการหาที่พัก เพราะถ้าขั้นตอนการจองลำบาก ก็ยากที่จะทำให้ลูกค้าเลือกเข้ามาใช้บริการกับโรงแรมต่าง ๆ ซึ่งโรงแรมส่วนมากนั้นจะขอแค่ชื่อ ช่องทางการติดต่อ และมัดจำเท่านั้น หรือถ้าเราจองผ่านนายหน้าที่เชื่อถือได้บางเจ้าอาจจะไม่จำเป็นต้องวางเงินมัดจำด้วย ซึ่งการจองโรงแรมนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบได้แก่

การจองด้วยตัวเอง หรือการจองโดยตรง

หรือพูดง่าย ๆ คือการติดต่อขอจองห้องพักกับโรงแรมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อผ่านโทรศัพท์ เมลล์ โซเชียลมีเดีย หรือวอร์คอินเซอรเวย์ (Walk-in Survey) ซึ่งส่วนมากนั้นจะเหมาะกับการจองห้องจำนวนมาก ที่ต้องการสำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมก่อน รวมไปถึงต้องการต่อรองราคาด้วยตัวเอง เนื่องจากตัวเองมีกำลังในการต่อรอง หรือไม่เช่นนั้นผู้เข้าพักอาจจะเลือกจองแบบนี้เพราะต้องการรีเควสพิเศษบางอย่างจากโรงแรม แต่หากเราเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาที่ไม่ได้มีความต้องการพิเศษอะไร การจองแบบนี้มีโอกาสจะได้ราคาห้องที่สูงกว่าการจองผ่านนายหน้า จึงแนะนำให้ทำการเทียบราคาให้ดีก่อนตัดสินใจจอง

การจองผ่านนายหน้า

การจองโรงแรมผ่านนายหน้าอาจจะฟังเหมือนเราจะต้องเสียเงินเพิ่ม แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องกลับกัน โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดใหญ่ หรือนายหน้าออนไลน์ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีกำลังในการต่อรองมาก ทำให้ได้ห้องพักที่มีราคาถูกกว่า ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าห้องพักที่สั่งจองผ่านนายหน้าอย่าง Traveloka Booking หรือ Agoda นั้นมีราคาถูกกว่า นอกจากนั้นยังอาจจะมีบริการเสริมอื่น ๆ อย่าง ส่วนลดตามโอกาส หรือการจองแบบไร้มัดจำ แต่สิ่งที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการจองที่พักผ่านนายหน้าคือ การตกหล่นของข้อมูล หรือการโดนหลอกจากนายหน้าที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ฉะนั้นใครที่จองผ่านนายหน้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แนะนำให้มีการโทรไปสอบถามโรงแรมทั้งก่อนจอง และหลังจอง เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล

ข้อแนะนำและข้อควรระวังในการการจองห้องพัก

  • เทียบราคาการจองแบบโดยตรง และผ่านนายหน้าก่อนเสมอ
  • ตรวจสอบก่อนเสมอว่าโรงแรมยังให้บริการอยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งโรงแรมที่ปิดไปแล้ว อาจจะยังเปิดการจองออนไลน์ผ่านนายหน้าเอาไว้อยู่
  • จองแบบยกเลิกได้เสมอ หรือทำประกันท่องเที่ยวเอาไว้หากจำเป็น เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
  • หลังจองตรวจสอบเสมอว่าโรงแรมได้รับการจองของเราหรือยัง
  • การจองแบบจองแล้วเข้าพักเลยอาจจะเกิดความผิดพลาดหรือตกหล่นได้ เลือกที่พักที่มั่นใจได้ว่ามีพนักงานให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
  • พิมพ์ใบยืนยันการจองหรือจดหมายยืนยัน และหลักฐานการจ่ายเงินไว้เก็บไว้ในกรณีที่มีปัญหา และนำไปในวันเช็กอินด้วย
ขั้นตอนการพักเข้าโรงแรม

การเช็กอิน ขั้นตอนในการเข้าพักโรงแรม

การเช็กอิน คือขั้นตอนในการยืนยันตนเพื่อเข้าพักกับโรงแรม โดยมีจุดประสงค์ในการยืนยันตัวผู้เข้าพัก และเก็บไว้เป็นหลักฐาน ทั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าพัก แขกท่านอื่นในโรงแรม และเพื่อแจ้งข้อมูลใด ๆ ที่ผู้เข้าพักควรทราบนั่นเอง โดยในขั้นตอนนี้เองก็เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับการแจ้งความต้องการใด ๆ หรือสอบถามบริการที่ต้องการกับทางโรงแรมโดยตรง

ขั้นตอนการเช็กอินโรงแรมเป็นอย่างไรบ้าง ?

  1. ผู้เข้าพักจะต้องแจ้งเรื่องการจองห้องพักกับพนักงานภายในโรงแรม โดยมีการแสดงหลักฐานการจอง เช่น ใบจองห้องพัก หรือรหัสการจองที่ได้รับจากเว็บไซต์รับจอง
  2. ผู้เข้าพักจะต้องยืนยันตัวตนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาเป็นผู้ที่จองห้องพักจริงๆ โดยการยืนยันตัวตนมักจะใช้บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางเป็นเอกสารประจำตัว
  3. ผู้เข้าพักจะต้องกรอกรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้โรงแรมมีข้อมูลเพียงพอในการให้บริการ รายละเอียดที่ต้องกรอกก็อาจจะมี ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และอื่นๆ
  4. พนักงานจะแนะนำโรงแรมและกฎระเบียบต่าง ๆ เช่น ตารางเวลาเปิด-ปิดของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโรงแรมการละเว้นเสียงดังในช่วงเวลาไหนถึงเวลาไหน เป็นต้น
  5. พนักงานจะมอบกุญแจหรือคีย์การ์ดให้ลูกค้า เพื่อใช้ในการเปิดประตูห้องพัก และจะพาลูกค้าไปยังห้องพักโดยส่วนใหญ่จะมีการแนะนำและแสดงแหล่งจ่ายไฟฟ้า สัญญาณอินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ และอุปกรณ์อื่นๆ ในห้องพัก ไปด้วยในขั้นตอนนี้

เอกสารใดบ้างที่ใช้ยืนยันตนในโรงแรมได้

  • หนังสือเดินทาง
  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • ใบขับขี่

เรื่องอะไรบ้างที่ควรแจ้งตอนเช็คอิน

  • ห้องสูบบุหรี่ / ไม่มีบุหรี่
  • ขออัพเกรดห้อง
  • ขอชั้นสูง / ชั้นเตี้ย
  • ขอไม่รับ มินิบาร์ หรือ ไม่รับแอลกอฮอล์ในมินิบาร์
  • จองดินเนอร์
  • Late Check-out / Early Check-in

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเช็คอินโรงแรม

  • การเก็บข้อมูลผู้เข้าพักของโรงแรมตามระเบียบจริง ๆ นั้นต้องทำการเก็บทุกคน ฉะนั้นทุกคนในทริปต้องเตรียมหลักฐานยืนยันตัวเองเอาไว้ แม้ว่าในทางปฏิบัติโรงแรมอาจจะไม่ได้ขอทั้งหมด
  • การเช็คอินโรงแรมส่วนมากจะมีเวลามาตรฐาน อยู่ที่ช่วงบ่ายโมงเป็นต้นไป เพื่อเป็นการเตรียมห้องให้เรียบร้อย แต่บางโรงแรมก็ถูกออกแบบให้เช็กอิน และเช็กเอาท์ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง
  • หากไปถึงโรงแรมก่อนเวลาเช็คอิน หลายโรงแรมจะอนุญาตให้ใช้ Facility บางส่วนก่อนเพื่อให้แขกได้ฆ่าเวลา สามารถสอบถามโรงแรมได้ว่ามีบริการใดไหมที่เราสามารถเข้าไปใช้ได้ก่อน
  • บางโรงแรมสามารถขอ Early Check-in ได้ ฉะนั้นอย่าลืมสอบถามและแจ้งความประสงค์เพื่อทำให้แผนเที่ยวของเราคล่องตัวที่สุด
  • โรงแรมส่วนมากจะมีการเก็บค่ามัดจำผู้เข้าพัก เพื่อประกันความเสียหายระหว่างเข้าพัก ซึ่งหากไม่มีปัญหาผู้เข้าพักจะได้คืนเมื่อทำการเช็กเอาท์

Early Check-in คืออะไร ต้องทำเรื่องอย่างไร ?

การขอ Early Check-in คือการแจ้งโรงแรมเอาไว้ว่าเราต้องการเข้าไปพักก่อนเวลาทั่วไป ซึ่งอาจจะเกิดจากแผนเที่ยว เที่ยวบิน หรือสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งแล้วแต่โรงแรมจะอนุมัติ หรือสามารถทำตาคำร้องได้หรือไม่ โดยการทำเรื่อง Early Check-in นั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่สอบถามหรือบอกโรงแรมโดยตรงได้เลย ทว่าเราแนะนำว่าควรให้เวลาโรงแรมเตรียมการอย่างน้อย 4-8 ชั่วโมง

Check out

วิธีการเช็กเอาท์โรงแรม

การเช็คเอาท์โรงแรมเป็นขั้นตอนสิ้นสุดการพักผ่อนในโรงแรม ที่จะทำในวันสุดท้ายของการพัก โดยในวันนั้นหลังจากที่เราตื่นนอนและเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถนำกุญแจห้องไปยื่นที่เคาน์เตอร์รีเซปชั่นได้เลย แน่นอนว่าหลังจากยื่นกุญแจไปแล้ว เราก็จะกลับเข้าไปในห้องของเราไม่ได้แล้วเช่นกัน โดยส่วนมากโรงแรมจะมีเวลาเช็คเอาท์สากลอยู่ในช่วง 10-11 โมงเพื่อเตรียมห้องให้ทันลูกค้าที่จะเข้ามาพัก แต่ในบางกรณีที่โรงแรมไม่ได้มีแขกเยอะหรือมีคนรอใช้ห้อง ก็สามารถทำเรื่องของอนุโลมเช็กเอาท์เลทได้

ขั้นตอนการเช็กเอาท์โรงแรมเป็นอย่างไรบ้าง ?

  1. แจ้งรีเซปชั่นและส่งมอบกุญแจห้องคืน
  2. พนักงานจะเข้าตรวจสอบห้องว่ามีความเสียหายใดไหม และ มินิบาร์อยู่ครบรึเปล่า
  3. หลังจากการตรวจสอบเมื่อไม่มีปัญหา โรงแรมคืนค่ามัดจำห้อง และคิดเงินบริการ Pre-Paid ที่เราใช้ไปในโรงแรม
  4. เป็นอันเสร็จสิ้นการเช็คเอาท์

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเช็คเอาท์โรงแรม

  • เวลาการเช็กเอาท์สากลอยู่ที่ช่วง 10-11 โมง
  • เลทเช็กเอาท์จำเป็นต้องแจ้งก่อน ส่วนมากจะได้ต่อเวลาไม่เกินบ่าย 2 โมง
  • หากแจ้งออกเกินเวลามาก ๆ โรงแรมอาจจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • โรงแรมจะเก็บของที่เราลืมเอาไว้ในห้องให้และติดต่อกลับไว้ภายหลัง แต่ก็ควรตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนออกจากห้อง
  • บางโรงแรม Minibar ใช้ระบบ Sensor ฉะนั้นซื้อของมาใส่คืนก็อาจจะเสียเงินเหมือนกัน

Late Check-out คืออะไร ต้องทำเรื่องอย่างไร ?

การขอ Late Check-out คือการแจ้งโรงแรมเอาไว้ว่าเราต้องการพักต่ออีกเล็กน้อย อาจจะเพราะมีธุระที่ยังไม่เสร็จ หรืออยากใช้บริการบางอย่างของโรงแรมต่ออีกนิด การ Late Check-out ถือว่าเป็น Optional Service ที่โรงแรมไม่จำเป็นต้องมอบให้ผู้เข้าพักก็ได้ ฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าทุกโรงแรมจะใจดีเหมือนกัน

สิ่งที่ควรทำเมื่อเข้าพัก

สิ่งที่ควรทำเมื่อเข้าพักโรงแรม

ต่อไปนี้ก็เป็นข้อแนะนำประกอบกับขั้นตอนอื่นๆ ถึงสิ่งทั่วไปที่ควรทำเมื่อเข้าพักโรงแรม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างการพักอาศัย และเพื่อความปลอดภัยต่อร่างกายและทรัพย์สิน ดังนี้

  • เมื่อเข้าพักโรงแรมควรปฏิบัติตามกฎของโรงแรมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เสียค่าปรับหากมีการละเมิดกฎของที่พัก 
  • ควรชาร์จแบตโทรศัพท์ให้เต็มอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ฉุกเฉินที่จะต้องติดต่อให้คนมาช่วย 
  • ควรตรวจสอบความแน่นหนาของประตูให้ดี เพื่อป้องกันการเข้าได้ง่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต 
  • ห้ามตรวจสอบปลั๊กไฟในห้องเพื่อป้องกันปัญหาความขัดข้องไฟฟ้า
พักโรงแรม

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเข้าพักโรงแรม

เมื่อเข้าพักโรงแรม นอกจากจะมีขั้นตอนการเข้าพักโรงแรมที่ควรทำแล้วยังมีสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและเพื่อความปลอดภัยทั้งร่างกายและทรัพย์สินเช่นกัน ดังนี้

  • ไม่ควรทำเสียงดังโวยวาย ควรลดเสียงดังๆ ที่อาจจะรบกวนคนอื่นในโรงแรม เช่น เล่นเพลงดังหรือพูดคุยดังเกินไป
  • ไม่ควรวางของมีค่าไว้นอกห้องหรือนอกกระเป๋า ควรนำของมีค่า เช่น ทองคำ อัญมณี หรือเงินสด ไว้ในตู้เซฟที่โรงแรมเตรียมไว้ให้ และควรปิดกระเป๋าให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการขโมย
  • ไม่ควรหยิบของในห้องกลับไป ไม่ควรหยิบของที่ไม่ได้เป็นของตนเอง เพราะอาจจะเข้าข่ายการลักลอบนำของออกนอกโรงแรมและอาจได้รับบทลงโทษได้
  • ไม่ควรลักลอบนำสัตว์เข้าห้อง ควรปฏิบัติตามกฎของโรงแรม ซึ่งบางโรงแรมอาจจะไม่อนุญาตให้เข้าพักพร้อมสัตว์ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียค่าปรับในภายหลัง
  • ไม่เปิดเผยเลขห้องให้กับคนอื่นหรือผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาความปลอดภัย
  • ต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายของห้องพักกับโรงแรมให้เรียบร้อยก่อนเซ็นที่ใบเสร็จ และหากมีข้อสงสัยใดๆ ให้สอบถามพนักงานโรงแรมเพิ่มเติม
  • ห้ามเปิดประตูห้องให้กับคนแปลกหน้า เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินและความปลอดภัยของร่างกายของผู้พักอาศัยในห้องโรงแรม
  • รักษาความสะอาดและรักษาความเรียบร้อยของห้องพัก ไม่ควรสร้างความเสียหายหรือทิ้งขยะในห้องพักจนทำให้เกิดความสกปรก
  • อย่าเปิดที่จอดรถหรือรับบริการจากผู้ไม่รู้จักที่อาจเป็นอันตราย
  • อย่าเก็บของมีค่าอย่างเงินสดหรือเครื่องประดับให้ที่ห้องพักโดยไม่มีความจำเป็น เพราะอาจเสี่ยงต่อการหลอกลวงหรือการขโมย
  • ติดต่อพนักงานโรงแรมหรือติดต่อศูนย์สนับสนุนการเดินทางเมื่อเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับการเข้าพักโรงแรม

การทำตามขั้นตอนต่างๆ ของการเช็คอินเข้าพักโรงแรมจะช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปได้รวดเร็วและถูกต้องเป็นไปตามกฎของโรงแรม โดยจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาและมีความปลอดภัยในระหว่างการเข้าพักโรงแรม
เมื่อมีการเดินทางและมีสัมภาระหนัก การใช้บริการรับส่ง-ฝากกระเป๋ากับ AIRPORTELs Luggage Delivery จะช่วยลดภาระที่ต้องใช้ในการขนกระเป๋า ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น
AIRPORTELs Luggage Delivery จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการขนกระเป๋าเอง โดยสามารถส่งกระเป๋าไปถึงโรงแรมโดยตรง และไม่ต้องเก็บสัมภาระในระหว่างเดินทาง ทำให้ลดความเสี่ยงในการสูญหายหรือเสียหายของสิ่งของที่อาจเกิดขึ้นได้ในการขนกระเป๋าเอง

ขึ้นเครื่องไม่ทัน ไม่ต้องกังวล มาดูกันว่าต้องทำยังไง

หลายคนที่มีประสบการณ์เดินทางด้วยเครื่องบิน อาจเคยพบกับเหตุการณ์ที่เช็กอินไม่ทัน ขึ้นเครื่องไม่ทันหรือเฉียดฉิวตกเครื่องกันมาบ้างแล้ว เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เผื่อในอนาคตมีโอกาสเจอเหตุการณ์ขึ้นเครื่องไม่ทันแบบนี้ จะได้ไม่ตื่นตระหนกตกใจกันไปเสียก่อน บทความนี้ ได้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้มาไว้หมดแล้ว ทั้งสาเหตุที่เกิดขึ้นของปัญหา ควรทำอย่างไรเมื่อขึ้นเครื่องไม่ทัน และการป้องกันไม่ให้ตกเครื่อง เตรียมพร้อมกับการเดินทางได้แบบไม่ต้องกังวล

ขึ้นเครื่องไม่ทัน ไม่ต้องกังวล
เช็กอินไม่ทัน

ขึ้นเครื่องไม่ทัน เช็กอินไม่ทัน คืออะไร

เหตุการณ์ขึ้นเครื่องไม่ทัน เช็กอินไม่ทัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายคนอาจเคยผ่านประสบการณ์มาบ้าง ซึ่งอาจเจอได้ทั้งเที่ยวบินขาไป หรือขากลับ โดยสาเหตุมักเกิดจากการที่ไปถึงเกตไม่ทันเวลา หรือการไปไม่ทันตามกำหนดเวลาเช็กอิน ทำให้ไม่สามารถขึ้นเครื่องเดินทางในเที่ยวบินนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ การขึ้นเครื่องไม่ทันอาจเกิดจากปัญหาการเดินทาง สภาพการจราจรที่ติดขัด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การเดินทางล่าช้า กว่าจะถึงสนามบินก็ไปเช็กอินไม่ทันเสียแล้ว รวมไปถึงปัญหาอื่นๆ เช่น พาสปอร์ตหาย การจำวันเดินทางผิดวัน หรือเดินทางไปผิดสนามบิน เป็นต้น

ขึ้นเครื่องไม่ทัน

ขึ้นเครื่องไม่ทันแน่นอน หากยังทำแบบนี้

การขึ้นเครื่องไม่ทันอาจทำให้เสียเวลา เสียเงินโดยไม่จำเป็น และอาจจะทำให้ตารางนัดต้องเสียหายจากการเดินทางที่ล่าช้าด้วย เพราะฉะนั้น หากรู้ถึงสาเหตุของการที่ทำให้ไปเช็กอินไม่ทัน หรือการไปขึ้นเครื่องไม่ทัน ก็จะทำให้ทุกคนเตรียมความพร้อม และลดข้อผิดพลาดในการเดินทางได้ แล้วสาเหตุที่ทำให้ทุกคนขึ้นเครื่องบินไม่ทันมีอะไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลย

เช็กอินไม่ทัน

การเช็กอินไม่ทันอาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณี กรณีแรก คือ เดินทางไปสนามบินล่าช้าด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ตื่นสาย เตรียมตัวไม่ทัน รถติด หรือมีธุระบางอย่างที่กว่าจะเดินทางมาถึงสนามบิน ก็ไปเคาเตอร์เช็กอินไม่ทันเสียแล้ว เพราะฉะนั้น การเผื่อเวลาเดินทางจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ และกรณีที่สอง คือ เช็กอินทัน แต่ขึ้นเครื่องไม่ทันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเช่นกัน หลายคนอาจโล่งใจหลังจากที่ไปเช็กอิน และได้รับ Boarding Pass สำหรับขึ้นเครื่องเรียบร้อย เลยแอบไปหาของกิน เดินเล่น ช็อปปิง หรือเข้าห้องน้ำอย่างเพลิดเพลิน จนอาจทำให้เดินทางไปขึ้นเครื่องไม่ทันในที่สุด

เข้าแถวเช็กอิน

ติดอยู่ในแถวเช็กอิน

การติดอยู่ในแถวเช็กอินเป็นเวลานานก็ไม่อาจวางใจได้เลย หากแถวที่ยาวเหยียดเป็นแถวที่อยู่ในช่วงที่ใกล้เวลาปิดเคาท์เตอร์เช็กอินของเที่ยวบินที่ต้องการเดินทาง ทางที่ดีควรรีบไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ว่าง และอยู่ใกล้มากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจทำให้ทุกคนเช็กอินไม่ทัน และเดินทางไปขึ้นเครื่องไม่ทันอย่างแน่นอน

เดินซื้อของเพลินจนลืมเวลา

หลังจากเช็กอินเรียบร้อยแล้ว แต่เวลายังเหลือให้ได้ไปเดินซื้อของ โดยเฉพาะใน Duty Free ที่สามารถซื้อของได้มากขึ้น แต่ใช้เงินน้อยลง เพราะเหล่าสินค้าใน Duty Free เป็นสินค้าปลอดภาษีทั้งหมด ทำให้บางคนสนุกกับการเดินเลือกซื้อของจนลืมดูเวลา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ขึ้นเครื่องไม่ทัน เพราะฉะนั้น หากอยากเดินเลือกซื้อของควรต้องระวังในเรื่องของระยะเวลาในการเดินเลือกซื้อ และเผื่อเวลาสำหรับเดินทางไปขึ้นเครื่องด้วย

บอกลาครอบครัวก่อนขึ้นเครื่อง

บอกลาครอบครัว เพื่อน แฟน หรือคนที่มาส่ง

ก่อนการเดินทางมักมีการบอกลาคนที่มาส่ง เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือแฟน โดยหลายคนอยากเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ได้ร่ำลากันไว้ให้นานที่สุด บางคนอาจมีการร่ำลาคนที่มาส่งหลายคน ใช้เวลาพูดคุย กับบุคคลเหล่านั้นให้นานเท่านาน ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ขึ้นเครื่องไม่ทันได้ ดังนั้น ควรใช้เวลาในการบอกลาแบบสั้นๆ หรือมีความพอดี เพื่อให้ความคิดถึงได้ทำงาน และเดินทางไปถึงจุดหมายโดยไม่มีอะไรผิดพลาด

ไม่เผื่อเวลา

สิ่งสำคัญที่ควรพึงระลึกไว้เสมอเวลาเดินทาง โดยเฉพาะการขึ้นเครื่องบิน คือ การเผื่อเวลา ทุกคนไม่ควรชะล่าใจให้กับทุกสถานการณ์ เช่น เวลาเดินทางไปสนามบิน การจราจร อุปสรรค สภาพอากาศ หรือการเช็กสนามบินที่ต้องไปให้ดี หลายคนอาจมีประสบการณ์เดินทางไปผิดสนามบินมาแล้ว นอกจากนี้ การจัดเตรียมเอกสารให้ถูกต้อง ครบถ้วนก่อนเดินทาง และการทำธุระส่วนตัวก็ควรเผื่อเวลาไว้อย่างน้อย 1-3 ชั่วโมง ก่อนการเดินทางทุกครั้ง เพราะการไม่เผื่อเวลาไว้สำหรับข้อผิดพลาด อาจทำให้ทุกคนเดินทางไปเช็กอินไม่ทันเวลา รวมไปการขึ้นเครื่องไม่ทันในที่สุด

ขึ้นเครื่องไม่ทันต้องทำไง

ขึ้นเครื่องไม่ทัน ควรทำอย่างไร

เมื่อขึ้นเครื่องไม่ทันไปแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น โดยเราได้รวบรวมวิธีรับมือกับสถานการณ์ขึ้นเครื่องไม่ทันไว้ให้แล้ว ไปดูกันเลย

ตั้งสติและทำใจให้นิ่ง

สติมา ปัญญาเกิด ใช้ได้เสมอกับทุกสถานการณ์ เพราะการไปเช็กอินไม่ทัน หรือขึ้นเครื่องไม่ทัน อาจทำให้ใจเสีย วิตกกังวล ลนลานทำอะไรไม่ถูก สิ่งสำคัญที่ควรทำเป็นอย่างแรกเลย คือ การตั้งสติ และควบคุมอารมณ์ เพื่อหาทางออกของปัญหาต่อไป

รีบติดต่อกับทางสายการบิน

หลังจากที่ตั้งสติแล้ว ทุกคนควรรีบติดต่อกับเจ้าหน้าที่ หรือทางสายการบินให้เร็วที่สุด พร้อมกับบอกถึงสาเหตุที่ทำให้ไปขึ้นเครื่องไม่ทันอย่างมีเหตุผลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยจัดการปัญหาตามสมควร

สอบถามรายละเอียดกับทางสายการบิน

พูดคุยสอบถามรายละเอียดกับทางสายการบิน

พูดคุยสอบถามด้วยความสุภาพ และใจเย็น เกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ สำหรับเที่ยวบิน และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับทางเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ละสายการบินมีมาตรการที่ต่างกัน หากขึ้นเครื่องไม่ทัน แต่อาจมีบางเที่ยวบินที่มีที่นั่งว่าง และสามารถออกตั๋วใหม่ให้ได้ โดยเสนอเที่ยวบินที่เร็วที่สุด และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สูงกว่าปกติ หรือบางกรณีอาจได้ตั๋วบินฟรี ทั้งนี้ต้องสอบถามสายการบินให้ชัดเจนถึงข้อมูล และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ

แจ้งให้ปลายทางทราบถึงเหตุสุดวิสัย

หากแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเที่ยวบินได้แล้ว ในกรณีที่ทำการจองที่พัก หรือจองอะไรต่างๆ เอาไว้ แต่เดินทางขึ้นเครื่องไม่ทัน กำหนดการถึงปลายทางอาจล่าช้าจากเดิม จึงควรแจ้งให้ปลายทางได้รู้ไว้ เพื่อทำการแก้ไขข้อมูลอีกทีว่าสามารถดำเนินการอย่างไรต่อไปได้บ้าง

ป้องกันไม่ให้ตกเครื่อง

วิธีป้องกันการขึ้นเครื่องไม่ทัน

เมื่อรู้สาเหตุของการขึ้นเครื่องไม่ทันแล้ว สิ่งที่ควรทำ คือ การนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับใช้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์
เช็กอินไม่ทัน หรือขึ้นเครื่องไม่ทันในอนาคต

ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด

การตรวจสอบข้อมูลในการเดินทางทุกอย่างให้ละเอียด เช่น เที่ยวบิน สนามบิน เกต วันที่-เวลา ตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแค่พาสปอร์ต กับตั๋วเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงใบจองที่พัก แผนการเดินทาง ทุกคนควรตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้ผิดพลาดจนทำให้ขึ้นเครื่องไม่ทัน

เผื่อเวลาล่วงหน้าก่อนเดินทางไปสนามบิน

การเผื่อเวลาในการเดินทาง คือ สิ่งที่เราย้ำเตือนไว้เสมอ ควรถึงสนามบินล่วงหน้าให้เกิน 1 ชั่วโมงขึ้นไป สำหรับใครที่ยังไม่ชินกับการเดินทาง หรือหากต้องเดินทางในช่วงเทศกาลยิ่งต้องเผื่อเวลาให้มากขึ้นไปอีก เพื่อลดความเสี่ยงของการเช็กอินไม่ทัน และการขึ้นเครื่องไม่ทันได้มากขึ้น

เช็กอินล่วงหน้า

เช็กอินล่วงหน้า

ปัจจุบันมีการเช็กอินทางออนไลน์ (Online Check-in) แล้ว หากใครกลัวว่าจะมาเช็กอินไม่ทันเมื่อถึงสนามบิน ก็สามารถเช็กอิน
ออนไลน์มาก่อนล่วงหน้าได้ เมื่อมาถึงสนามบินจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปคอยต่อแถวนานๆH3: สำรวจน้ำหนักกระเป๋า
น้ำหนักกระเป๋า เป็นสาเหตุที่ทำให้เสียเวลาได้ หากน้ำหนักกระเป๋าเกินก็ต้องมาคอยจัดการปัญหาว่าจะตัดสินใจทิ้งอะไรออกไปบ้าง เสียเวลาและเสียความรู้สึก เพราะของบางชิ้นก็ตัดสินใจเลือกยาก แต่หากตัดสินใจยังไม่ได้ ทุกคนสามารถฝากสัมภาระของตัวเองกับ AIRPORTELs ไว้ก่อน ขากลับค่อยมารับของก็ได้ หมดห่วงเรื่องสัมภาระในกระเป๋าที่ทำให้น้ำหนักเกิน

เก็บเอกสารสำคัญไว้อย่างปลอดภัย

ขึ้นเครื่องไม่ทันเพราะเอกสารหายมีอยู่จริง โดยเฉพาะเอกสารที่สำคัญ และจำเป็นต้องใช้ เช่น พาสปอร์ต Boarding Pass สำหรับขึ้นเครื่อง ดังนั้น ควรมีกระเป๋า หรือซองเก็บเอกสารสำคัญที่สามารถจัดเก็บ และเปิดใช้งานได้ง่าย จะได้ไม่เสียเวลาหาให้นานเวลาต้องการใช้ และลดความเสี่ยงที่เอกสารจะหล่นหายระหว่างเดินทาง

การเช็กอินไม่ทัน หรือการขึ้นเครื่องไม่ทันล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง บางคนอาจเคยเจอเหตุการณ์นี้แล้ว หรือบางคนอาจยังไม่เคยเจอ ดังนั้น จึงควรรู้ถึงสาเหตุ และวิธีแก้ไขปัญหาเมื่อขึ้นเครื่องไม่ทัน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมก่อนการเดินทาง ลดความผิดพลาด และเดินทางถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เทคนิคจองตั๋วเครื่องบินยังไงให้ถูก ปี 2023 ที่สายท่องเที่ยวต้องรู้

หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มเบาบางลง หลายประเทศเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ผู้คนก็อยากออกไปท่องเที่ยวกันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือราคาตั๋วเครื่องบินที่แสนแพง จนทำให้หลายคนหมดไปกับค่าเครื่องบินมากกว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการท่องเที่ยว หรือบางคนก็ถอดใจไปเสียก่อน แต่จะดีกว่าไหมถ้าสามารถจองตั๋วเครื่องบินในราคาที่ถูกกว่า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วเหลือเงินไปเที่ยวแบบสบายๆ บทความนี้จะมาแชร์เทคนิคการจองตั๋วเครื่องบินยังไงให้ถูกในปี 2023 ที่สายเที่ยวต้องรู้ มีอะไรบ้างไปดูกัน

1. ค้นหาและเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบิน

ในการจองตั๋วเครื่องบินให้ได้ราคาถูก สิ่งที่ทุกคนควรทำเป็นอันดับแรกคือ เริ่มจากการค้นหาและเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินจากเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน เพจ หรือเอเจนซี่ต่างๆ ในทุกรูปแบบ เพื่อนำมาเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบิน และสายการบินที่ให้ราคาสมเหตุสมผล หรือถูกที่สุด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการตัดสินใจ โดยในปัจจุบันก็มีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่น่าสนใจมากมายอย่างเช่น Traveloka, Expedia, KAYAK, Trip.com, Agoda, Skyscanner, Google Flights เป็นต้น

2. คำนึงถึงส่วนลดและโปรโมชัน

 สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงในการจองตั๋วเครื่องบินให้ได้ราคาถูกนั่นคือโปรโมชันและส่วนลด เพราะเป็นสิ่งที่จะสามารถช่วยให้ได้ราคาตั๋วที่ถูกลงได้ โดยสามารถตามหาโปรโมชันและส่วนลดต่างๆ ได้จากหลายวิธีด้วยกัน

เพจรวมส่วนลดและโปรโมชัน

ปัจจุบันมีเพจรวมส่วนลดและโปรโมชันเกี่ยวกับราคาตั๋วเครื่องบินมากมายแชร์กันในช่องทาง Social Media อย่าง Facebook, Instagram, Twitter หรือตามเว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบิน แอปพลิเคชัน และเอเจนซี่ ที่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา รวมถึงมีการอัปเดตโปรโมชันและส่วนลดใหม่ๆ เช่น เพจติดโปร, Pro Addict, เพจเพื่อนติดโปร ฯลฯ แต่อาจต้องอาศัยจังหวะหรือดวงร่วมด้วย เนื่องจากส่วนลดและโปรโมชันมักมีช่วงเวลาและจำนวนสิทธิที่จำกัด เป็นแบบ fisrt come, first serve เพราะฉะนั้นการจองตั๋วเครื่องบินยังไงให้ถูก บอกได้เลยว่าจังหวะและความเร็วในการจองถือเป็นสิ่งจำเป็น 

ส่วนลดและโปรโมชันจากสายการบิน

วิธีต่อมาเป็นการเช็กราคาส่วนลดหรือโปรโมชันผ่านเว็บไซต์ เพจ หรือแอปพลิเคชันของทางสายการบินโดยตรง ซึ่งแต่ละสายการบินก็จะมีการจัดโปรโมชันหรือส่วนลดต่างๆ แตกต่างกันไป อาจจะมีราคาพิเศษ ราคานักศึกษา หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่สายการบินเลือกจัดโปรโมชัน หากได้มีการติดตามเพจ เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันของทางสายการบินไว้ ก็จะทำให้สามารถเห็นโปรโมชันได้ก่อน ทั้งยังสามารถจองตั๋วเครื่องบินของสายการบินที่ตัวเองนิยมและสนใจได้อย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกลง 

สะสมไมล์ หรือเครดิตการจอง เพื่อนำมาเป็นส่วนลด

ตามเว็บไซต์ของทางสายการบินนอกจากจะมีการจัดโปรโมชันอยู่เป็นช่วงๆ แล้ว ก็ยังมีในเรื่องของการสะสมไมล์ หากเป็นสมาชิกอยู่แล้วและยิ่งเป็นคนที่เดินทางบ่อย บางสายการบินอาจมีการสะสมเครดิตการจองตั๋วเครื่องบินหรือสะสมไมล์เดินทาง ซึ่งสามารถนำมาแลกเป็นส่วนลดในเที่ยวบินถัดๆ ไปได้ บางครั้งอาจจะได้เที่ยวบินฟรีจากการแลกไมล์สะสมเลยก็ได้ หรือหากมีการสมัครเป็นสมาชิกใหม่ อาจจะมีสิทธิพิเศษบางอย่างสำหรับสมาชิกใหม่เป็นส่วนลดได้เช่นกัน วิธีนี้ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจองตั๋วเครื่องบินลงได้

ซื้อตั๋วเครื่องบิน พร้อมโรงแรมหรือที่พัก

อีกวิธีที่สามารถทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงกว่าปกติได้ นั่นก็คือการซื้อตั๋วเครื่องบินพร้อมโรงแรมหรือที่พัก  เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายลง โดยเมื่อนำมาคำนวณราคาแล้วมักจะได้ราคารวมของแพ็กเกจที่ถูกกว่าการแยกจองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักต่างหาก แต่อาจจะต้องอาศัยความเร็วในการจองหรือพึ่งดวงกันเล็กน้อย เพราะมักมีจำนวนจำกัด ยิ่งหากเป็นแพ็กเกจดีๆ น่าสนใจก็จะยิ่งหมดเร็ว รวมถึงอาจต้องมีการพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย เช่น อาจมีข้อจำกัดในการเลือกที่พักหรือสายการบินที่ต้องการ ตัวเลือกที่มีอาจจะยังไม่ถูกใจ แต่หากต้องการซื้อตั๋วเครื่องบินในราคาที่ถูกลง การเลือกใช้วิธีนี้ก็ถือเป็นวิธีที่คุ้มค่า คุ้มราคาแน่นอน

3. เลือกเวลาการบินในช่วงที่ไม่ได้รับความนิยม

การเลือกช่วงเวลาในการบินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินอย่างมาก ควรเลือกจองตั๋วเครื่องบินในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ไม่นิยมเดินทางท่องเที่ยวกัน เพราะหากเป็นช่วง high season ค่าตั๋วเครื่องบินมักมีราคาสูงกว่าช่วง low season

การเลือกเดินทางในช่วงเวลาเช้า

ช่วงเวลาที่ควรเลือกเดินทางคือช่วงเช้าตรู่หรือเช้ามืด เนื่องจากคนมักจะเดินทางกันในช่วงเวลานี้ค่อนข้างน้อย ทำให้มีตั๋วที่นั่งเหลือเยอะ ราคาจึงถูกลง และยังมีโอกาสเลือกที่นั่งดีๆ ได้ในราคาที่ไม่แพงมาก แต่อาจจะมีข้อเสียคือต้องตื่นแต่เช้ามากๆ หรืออาจจะต้องอดนอนเพื่อไปขึ้นเครื่องให้ทันรอบเช้า

การเลือกเดินทางในช่วงเวลากลางคืน

อีกช่วงเวลาที่คนไม่ค่อยนิยมเดินทางกันคือช่วงกลางคืนดึกๆ ทำให้มีโอกาสจองตั๋วเครื่องบินได้ในราคาที่ถูกลง แต่อาจจะต้องแลกมากับการเดินทางไปสนามบินที่อาจจะไม่สะดวก และอาจเกิดความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการนั่งเครื่องบินและพักผ่อนไม่เพียงพอได้

4. เลือกเดินทางในวันธรรมดา

นอกจากช่วงเวลาในการเดินทางที่มีผลต่อราคาตั่วเครื่องบินแล้ว วันที่เลือกเดินทางก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกเดินทางในวันธรรมดา ที่ไม่ใช่วันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพราะเป็นวันที่คนส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนกัน ดังนั้นปริมาณความต้องการจองตั๋วในวันหยุดพิเศษเหล่านี้จะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นไป การเลือกจองตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์โดยเฉพาะในวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากต้องการซื้อตั๋วราคาถูก 

5. จองตั๋วเครื่องบินในช่วง Low season

หากต้องการจองตั๋วเครื่องบินให้ได้ราคาถูก ควรเลือกจองตั๋วเครื่องบินในช่วง low season ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนิยมไปเที่ยวกัน ข้อดีคือนอกจากราคาตั๋วถูก ราคาที่พัก ร้านอาหาร ของกินของใช้ต่างๆ ก็จะถูกลงเช่นกัน เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวไม่มากเท่าไร สายการบิน ที่พัก ร้านค้าต่างๆ จึงมักมีโปรโมชันดีๆ หรือส่วนลดมากมายเพื่อดึงดูดลูกค้า อีกทั้งยังไม่ต้องไปเบียดเสียดกับปริมาณนักท่องเที่ยวเยอะๆ อย่างในช่วง high season แต่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของความสวยงามของบรรยากาศที่ไม่ได้สวยเท่าช่วง high season หรือสภาพอากาศที่อาจจะร้อนหรือหนาวเกินไป โดยแต่ละประเทศแต่ละโซนก็จะมีช่วง low season ที่ต่างกันออกไป เช่น

  • เกาหลี – ช่วงฤดูร้อน ประมาณเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน
  • ญี่ปุ่น – ช่วงฤดูร้อน ประมาณเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน
  • ออสเตรเลีย – ช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนมิถุนายน ถึง สิงหาคม
  • ยุโรป – ช่วงฤดูหนาว ปลายเดือนพฤศจิกายน ถึง ต้นเดือนเมษายน
  • อเมริกา, แคนาดา – ช่วงฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน ถึง ปลายเดือนมีนาคม
  • อเมริกาใต้ – ช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนมิถุนายน ถึง สิงหาคม

6. จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า

การจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า ทำให้ได้ราคาที่ถูกกว่าการจองตั๋วในวันใกล้วันเดินทาง เพราะตั๋วที่นั่งที่ราคาถูกมักจะถูกขายออกไปก่อน อีกทั้งการซื้อตั๋วแบบใกล้วันเดินทางอาจจะทำให้มีการปรับราคาตั๋วแพงขึ้นได้ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางล่วงหน้าและรู้วันที่ต้องเดินทางแล้วควรรีบจองตั๋วเครื่องบินก่อนล่วงหน้า เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงนั่นเอง

7. เลือกจองตั๋วเครื่องบินแบบต่อเครื่อง

การจองตั๋วเครื่องบินแบบต่อเครื่อง คือการจองตั๋วเครื่องบินที่มีการแวะจอดที่สนามบินกลางทางก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังปลายทาง ทำให้ได้ราคาที่ถูกลง เหมาะกับคนที่ไม่ได้เร่งรีบหรือมีเวลาจำกัด เนื่องจากการบินแบบต่อเครื่องจะทำให้เสียเวลาในการต่อเครื่องเพิ่มขึ้น และควรระวังเรื่องระยะเวลาในการต่อเครื่องเพราะอาจเกิดปัญหาเที่ยวบินดีเลย์ทำให้ต่อเครื่องไม่ทันได้

8. เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินในสนามบินที่ต่างกัน

การจองตั๋วเครื่องบินแบบเลือกสนามบินในการลงจอด ในกรณีที่บางเมืองหรือบางประเทศมีสนามบินมากกว่า 1 แห่ง การเลือกสนามบินเพื่อเปรียบเทียบราคาก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้ได้ตั๋วเครื่องบินในราคาที่ถูกลง แต่อาจจะต้องมีการสังเกตหรือเตรียมตัว เช่น ค่าเดินทางจากสนามบินไปที่พักหรือปลายทาง หากได้ไม่คุ้มเสียก็ควรเลือกใช้วิธีอื่นๆ แทน

9. การเลือกจับคู่สายการบินแบบผสม

การจองตั๋วเครื่องบินแบบจับคู่ หรือผสมสายการบิน อาจได้ในราคาที่ถูกกว่าการเลือกสายการบินเดียวกัน ควรลองเปรียบเทียบราคาดูก่อน โดยเฉพาะการบินแบบไปกลับ การเลือกตั๋วเครื่องบินขาไปกับขากลับเป็นคนละสายการบินก็จะทำให้มีโอกาสได้เลือกสายการบินที่มีราคาถูกกว่าการจองตั๋วแบบไปกลับพร้อมกัน

10. เลือกสายการบินแบบ Low cost

การเลือกสายการบินแบบ Low cost เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประหยัดงบประมาณในการเดินทาง เนื่องจากจะมีการตัดการให้บริการบางอย่างออกไป ซึ่งหากต้องการจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้เพิ่มเติม เช่น เลาจน์สำหรับรอขึ้นเครื่อง การโหลดกระเป๋า อาหาร-เครื่องดื่มบนเครื่อง การเลือกที่นั่ง การเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน เป็นต้น จึงเหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้น หรือผู้ที่มีสัมภาระน้อย และต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลง

11. เปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินในสกุลเงินอื่นๆ

การจองตั๋วเครื่องบินโดยใช้วิธีการนี้ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ตั๋วราคาถูกกว่า โดยสายการบินเดียวกัน เที่ยวเดียวกัน ที่นั่งแบบเดียวกัน แต่สกุลเงินที่แตกต่างกันอาจทำให้ได้ราคาที่ต่างกันออกไปตามอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงิน หากอยากได้ตั๋วราคาถูกอาจต้องลองเปรียบเทียบราคาดู การเลือกซื้อตั๋วโดยใช้สกุลเงินอื่นอาจทำให้ได้ราคาที่ดีกว่า

12. จองตั๋วเครื่องบินแบบคนเดียว

การจองตั๋วแบบคนเดียวหรือแยกกันจอง ทำให้ได้ถูกกว่าการจองพร้อมกันหลายๆ ที่ เพราะแต่ละเที่ยวบินจะมีที่นั่งราคาถูกอยู่จำกัด บางครั้งก็จะอาจมีโปรโมชันให้เลือกแค่สำหรับบางที่นั่ง และการจองตั๋วแบบเป็นกลุ่มมักมีราคาตั๋วที่แพงกว่า ข้อเสียคืออาจไม่ได้นั่งด้วยกัน แต่ก็แลกมาในราคาที่ถูกกว่านั่นเอง

สรุป

บางคนอาจสงสัยว่าจองตั๋วเครื่องบินยังไงให้ถูก การจองตั๋วเครื่องบินสามารถจองในราคาที่ถูกลงได้ หากลองเลือกเทคนิคข้างต้นนี้ นำเอาไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นไปไม่ได้ หากไม่ตัดสินใจจองทันที เมื่อได้ดีลหรือส่วนลดที่ต้องการ เพราะคนอื่นๆ หลายคนต่างต้องการซื้อตั๋วเครื่องบินเมื่อมีโปรโมชันเหมือนกัน

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องตั๋วเครื่องบินแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการเตรียมสัมภาระ แนะนำบริการของ Airportels ที่เหมาะสำหรับคนไม่ต้องการพกสัมภาระไปทุกที่ให้วุ่นวาย โดยเฉพาะคนที่อยากไปท่องเที่ยว แล้วต้องมีกระเป๋าสัมภาระเยอะๆ หรือต้องพักในโรงแรม และไม่สะดวกในการขนของ เป็นต้น 

บางคนหากลงจากเครื่องแล้วอยากไปกินข้าว ชอปปิง ทำธุระ หรือยังไม่ถึงเวลาบินอยากฝากสัมภาระไว้ซัก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งทาง Airportels ก็มีบริการฝากสัมภาระในสนามบินด้วยเช่นกัน หรือใครน้ำหนักกระเป๋าเกิน ไม่อยากโหลดกระเป๋า ฝากไว้กับ Airportels ก็มีราคาที่ถูกกว่า 

เอาของเหลวขึ้นเครื่องได้ไหม ปริมาณเท่าไร

ขณะการเตรียมกระเป๋าเชื่อเลยว่าหลายๆ คนจะต้องเตรียมของอย่างสบู่ แชมพู ครีมนวดหรือของเหลวอื่นๆ ใส่กระเป๋า แต่พอไปสนามบินกลับพบว่ามีข้อห้าม ห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องในจำนวนจำกัด เลยจำเป็นที่จะต้องทิ้งของเหล่านั้นไว้ในสนามบิน แต่ถ้าหากเราได้รู้ข้อบังคับเกี่ยวกับการนำของเหลวขึ้นเครื่อง ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ โดยรายละเอียดที่สำคัญและจำเป็นต้องรู้มีดังต่อไปนี้

เอาของเหลวขึ้นเครื่องได้ไหม ปริมาณเท่าไร
ทำไมต้องกำหนดปริมาณของเหลวขึ้นเครื่อง

ทำไมต้องกำหนดปริมาณของเหลวขึ้นเครื่อง

การที่ไม่สามารถนำของของเหลวขึ้นเครื่องบินได้ เกิดจากการที่ของเหลวบางชนิดหากนำมารวมกัน ก็สามารถทำเป็นระเบิดและระเบิดเครื่องบินได้ ในส่วนนี้ถือว่าเป็นความปลอดภัยที่เน้นในกรณีเกิดเหตุร้ายขณะที่อยู่บนเครื่องบิน เพราะครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาแล้ว จึงเป็นมาตรฐานทั่วโลกที่ผ่านองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่ได้กำหนดไว้ โดยห้ามขึ้นห้องโดยสารเด็ดขาด จะสามารถทำได้แค่โหลดใต้ท้องเครื่องเท่านั้น

ของเหลวหมายถึงอะไรได้บ้าง

ของเหลวหมายถึงอะไรได้บ้าง

สำหรับของเหลวขึ้นเครื่องบินโหลดลงกระเป๋าใต้ท้องเครื่อง จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าของเหลวเหล่านั้นสำหรับการบินหมายถึงอันไหนบ้าง ซึ่งการใช้คำว่าของเหลวก็แทบครอบคลุมทุกอย่าง โดยสามารถแยกเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้

  • อาหารที่มีของเหลวในปริมาณมาก ยกตัวอย่าง เครื่องดื่ม น้ำซุป น้ำเชื่อม ซอสชนิดต่างๆ น้ำพริก และอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีน้ำมากมาย
  • เครื่องสำอาง ยกตัวอย่าง ครีมบำรุง โลชั่น น้ำหอม โทนเนอร์ หรืออื่นๆ ที่มาในรูปแบบน้ำ 
  • เครื่องสำอางที่มีของแข็งและของเหลวผสมกัน ยกตัวอย่าง มาสคาร่า ลิปกลอส และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • เจล ยกตัวอย่าง ยาสีฟัน ยาสระผม เจลอาบน้ำ ที่เซ็ตผม และอื่นๆ อีกมากมาย
  • สิ่งที่ต้องฉีดพ่น ยกตัวอย่าง สเปรย์ โฟม ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากทำบรรจุภัณฑ์แบบสเปรย์ก็สามารถตัดทิ้งได้เลย
ของเหลวขึ้นเครื่องได้กี่ ml.

ของเหลวขึ้นเครื่องได้กี่ ml.

สำหรับปริมาณของเหลวขึ้นเครื่องจะมีการกำหนดชัดเจนว่าสามารถนำขึ้นได้จำนวนเท่าไหร่ และสามารถนำขึ้นได้กี่มิลลิลิตร ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้จะมีคำตอบให้ทุกคนทำความเข้าใจ และสามารประเมินได้ว่าควรจะเอาของเหลวชนิดไหนขึ้นเครื่องได้บ้าง และสามารถนำเครื่องได้ในปริมาณที่เท่าไหร่ เพื่อที่ว่าทุกคนจะสามารถแพ็กกระเป๋าขึ้นเครื่องได้ถูก โดยมีคำตอบดังต่อไปนี้

กรณีคนทั่วไป

  • การกำหนดปริมาณต่อชิ้น นับเป็นเรื่องสำคัญที่คนทั่วไปจำเป็นต้องรู้เพื่อที่จะไม่พลาดระหว่างการโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่อง เบื้องต้นใน 1 บรรจุภัณฑ์ จะสามารถนำขึ้นเครื่องได้ใน 100 มิลลิลิตร ที่จะต้องมีระบุตัวเลขข้างขวดชัดเจน
  • การกำหนดจำนวนต่อชิ้น โดยปกติคนทั่วไปสามารถนำขึ้นไปสูงสุดได้ 1,000 มิลลิลิตร ดังนั้นจึงสามารถแบ่งออกเป็นขวดละ 100 มิลลิลิตรให้ได้สูงสุด 10 ขวด ซึ่งห้ามเกินมากกว่านี้ โดยจำนวนนี้รวมของเหลวทุกประเภทแล้ว
  • สำหรับของเหลวที่ได้มีการนำขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นกี่ขวดก็ตามขวดใส่ลงในกระเป๋าพลาสติกใสใส่รวมกัน ที่มีขนาดไม่เกิน 20 x 20 เซนติเมตร และต้องปิดผนึกให้เรียบร้อย
  • ในส่วนของของเหลวขึ้นเครื่องบินโหลดกระเป๋าได้อย่างเจล และสเปรย์ จำเป็นที่จะต้องซื้อของจากสนามบิน ณ ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้ขายและสามารถนำขึ้นเครื่องได้ หากใครที่จำเป็นต้องใช้ของเครื่องใช้อย่างเจลหรือสเปรย์แนะนำว่าซื้อที่สนามบินจะชัวร์กว่า และต้องปิดผนึกให้เรียบร้อย

กรณีคนที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ป่วยที่ต้องพกยา

  • ในกรณีที่มีผู้โดยสารที่มีโรคประจำตัวหรือผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องพกยา จะมีเงื่อนไขไม่ตรงกับบุคคลทั่วไป นั่นก็คือกา่รนำของเหลวขึ้นเครื่อง อย่างเจล สเปรย์หรือยาในรูปแบบอื่น จะต้องมีการระบุประเภทของยา มีใบแพทย์รับรอง มีฉลากข้อมูลของยาครบพร้อม และต้องมีการระบุชื่อผู้โดยสารที่เป็นเจ้าของยาชนิดนั้นๆ ด้วย โดยจะพกได้แค่จำนวนที่เหมาะแก่การเดินทางบนน่านฟ้าเท่านั้น
  • ข้อยกเว้นในการพกยา หากเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีการใช้อยู่ทั่วไปสามารถพกพาได้ ตามจำนวนที่ได้มีการระบุไว้ตามเงื่อนไขของสายการบิน ทั้งนี้ยาบางประเภทที่อาจจะถูกกฎหมายในไทย แต่ผิดกฎหมายทางต่างประเทศ หรือเป็นยาที่ไม่อนุญาตให้ข้ามประเทศก็ควรจำเป็นต้องรู้ก่อนนำขึ้นเครื่อง เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาได้

กรณีผู้ปกครองที่เดินทางกับเด็กเล็กหรือทารก

  • สำหรับผู้ปกครองที่เดินทางกับเด็กเล็กหรือทารก ที่จะเป็นจะต้องมีอาหารทางโภชนาการเพื่อให้ลูกน้อยสามารถทานได้อย่างครบถ้วน ในจุดนี้สามารถนำขึ้นเครื่องได้ แต่จำเป็นจะต้องตรงตามข้อกำหนดทางการแพทย์
  • ในส่วนของอาหารของเด็กเล็กและทารกก็สามารถนำขึ้นเครื่องได้ด้วยเช่นกัน โดยปริมาณเบื้องต้นก็สามารถดูได้จากระยะที่ต้องเดินทาง แต่ทั้งนี้ในเรื่องของน้ำหรือนมจำเป็นจะต้องเตรียมไปให้พร้อม เพื่อให้ถูกสุขอนามัยของเด็กเล็กและทารกให้ได้มากที่สุด
  • ในส่วนข้าวของเครื่องใช้ของทารก ก็สามารถนำพกขึ้นเครื่องได้แต่จำเป็นที่จะต้องมีปริมาณของเหลว ขึ้นเครื่อง 100 มิลลิลิตรเท่านั้น โดยข้างของเครื่องใช้ได้แก่ โลชั่นสำหรับทาผิว ครีมกันผื่นสำหรับเด็ก และอื่นๆ ที่จะเป็นต้องใช้ตลอดการเดินทางในทริปนั้นๆ 

กรณีสินค้าจากร้านปลอดภาษี

  • อีกเงื่อนไขหนึ่งที่นับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจจากการซื้อสินค้าจากร้านปลอดภาษีในสนามบิน จะสามารถนำของเหลวขึ้นเครื่องได้ แต่จะต้องบรรจุในถุงซิปล็อคเพื่อให้ง่ายแก่การตรวจสอบ พร้อมกันนั้นยังจำเป็นอย่างยิ่งที่ตัวสินค้าที่เป็นของเหลวจะต้องไม่มีร่องรอยของการแกะใช้งาน ถึงจะสามารถนำขึ้นเครื่องได้
ข้อห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องเพิ่มเติม

ข้อห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องเพิ่มเติม

  • สำหรับการเดินทางภายในประเทศที่แต่เดิมมีนโยบายว่า ของเหลวขึ้นเครื่องสามารถนำน้ำพริก แกง น้ำจิ้ม และอาหารพื้นเมืองขึ้นเครื่องได้เป็นอันว่าไม่สามารถทำได้แล้ว แต่ใช่ว่าจะนำขึ่นเครื่องไม่ได้เลย เพราะสามารถนำอาหารเหล่านั้นโหลดใต้ท้องเครื่องแทนได้
การปิดผนึกถุง

การปิดผนึกถุง

  • สำหรับของเหลวขึ้นเครื่องที่ได้มีการระบุขนาดขวดว่าจะต้องเป็น 100 มิลลิกรรม ไม่ว่าผู้โดยสารจะพกอะไรมาจำเป็นที่จะต้องนำขวดที่เป็นของเหลว 100 มิลลิกรัม นำมาปิดผนึกลงในถุงพลาสติกแบบใส เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบ
  • สำหรับการเลือกใช้ถุงพลาสติกแบบใส แนะนำว่าให้เลือกแบบซิปล็อคที่จะช่วยง่ายต่อการตรวจว่าตรงกับเงื่อนไขที่สามารถนำขึ้นเครื่องได้หรือไม่ และสามารถพกได้ถุงเดียวเท่านั้น สำหรับกรณีที่จะต้องบรรจุของเหลวขึ้นเครื่องบิน โดยขนาดถุงจะอยู่ที่ 20 x 20 เซนติเมตรเท่านั้น
มาตรการเมื่อพบว่าผู้โดยสารพกของเหลวขึ้นเครื่องเกินกำหนด

มาตรการเมื่อพบว่าผู้โดยสารพกของเหลวขึ้นเครื่องเกินกำหนด

เมื่อผู้โดยสารได้ไปถึงในส่วนของการตรวจสอบของเหลวขึ้น ของเหลวขึ้นเครื่อง ทางเจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบอย่างละเอียดและถี่ถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากพบว่าปริมาณของเหลวที่พกมานั้นเกินกว่าที่กำหนด หรือไม่ตรงตามเงื่อนไขข้อยกเว้นต่างๆ จำเป็นที่จะต้องทิ้งของเหลวเหล่านั้นก่อนขึ้นเครื่องทันที

การกำหนดปริมาณของเหลว ขึ้นเครื่อง นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ โดยเบื้องต้นจะสามารถพกของเหลวได้ในจำนวน 100 มิลลิตรต่อ 1 ขวด โดยสามารถพกได้มากสุด 1,000 มิลลิตร หรือมากสุด 10 ขวด ซึ่งของเหลวพวกนี้สามารถเป็นได้ทั้งอาหาร เครื่องสำอาง ข้าวของเครื่องใช้ หรืออื่นๆ ที่จำเป็นจะต้องนำมารวมกันใส่ถุงซิปล็อคอย่างดีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ง่ายๆ และสามารถรู้ได้ว่าของเหลวขึ้นเครื่อง ชนิดนั้น ๆ ถูกต้องกับข้อกำหนดหรือไม่

8 เคล็ดลับ เอาถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินยังไงให้ปลอดภัยไม่เสียหาย

‘กอล์ฟทริป’ หรือการจัดทริปไปตีกอล์ฟที่สนามดังๆ ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ อย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บัลแกเรีย ตุรกี สเปน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ นิวซีแลนด์ สกอตแลนด์ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มผู้ชื่นชอบการเล่นกอล์ฟในปัจจุบัน 

เหตุผลเพราะสนามกอล์ฟของแต่ละประเทศล้วนมีลักษณะสนาม เนินหญ้า ลม และอากาศแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การได้ไปวัดฝีมือบนแฟร์เวย์สนามทั่วโลก เป็นหนึ่งในภารกิจสุดท้ายที่คนรักกอล์ฟทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ตั้งเป้าจะพิชิตให้ได้มากที่สุด 

8 เคล็ดลับเอาถุงกอล์ฟขึ้นเครื่อง

แต่ถึงอย่างนั้นมั่นใจว่าอุปสรรคที่สร้างความหนักใจให้กับคนรักกอล์ฟส่วนใหญ่เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินคือ การนำถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบิน เรียกว่าแค่เริ่มหลายคนก็บ่นปวดหัวเอามือกุมขมับแล้ว โดยเฉพาะนักกอล์ฟมือใหม่ที่เพิ่งไปกอล์ฟทริปครั้งแรก เนื่องจากไม่รู้ว่าควรเลือกถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินแบบไหน ควรใส่ถุงคลุมถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินหรือไม่ หรือควรจัดวางอุปกรณ์กอล์ฟในถุงอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่แตกหักระหว่างการเดินทาง 

ดังนั้นเพื่อช่วยให้นักกอล์ฟทุกคนทำตามฝันได้โดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องเซ็ตอุปกรณ์กอล์ฟ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ว่าถ้าอยากจะพาหัวไม้คู่ใจไปลุยนอกประเทศ ต้องเตรียมตัวอย่างไรมาฝาก

1. อย่างกค่าโหลด

ปกติแล้วถุงกอล์ฟที่บรรจุอุปกรณ์กอล์ฟครบเซ็ตมีน้ำหนักมากกว่า 15 กิโลกรัมขึ้นไป เพราะฉะนั้นจึงทำให้ไม่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ ต้องโหลดถุงคลุมถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินอย่างเดียว สำหรับการคิดน้ำหนักสัมภาระประเภทอุปกรณ์กอล์ฟจะคิดรวมกับสัมภาระทั้งหมดที่โหลดขึ้นเครื่องหรือ Checked baggage ซึ่งแต่ละสายการบินจะแสดงกำหนดน้ำหนักสัมภาระไว้อย่างชัดเจน โดยแตกต่างกันระหว่างประเภทตั๋วเดินทางและกลุ่มประเทศปลายทาง 

อย่างการเดินทางกับสายการบินไทยด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่ง หากเดินทางไปกลับกลุ่มประเทศเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป  แอฟริกา และตะวันออกกลาง สามารถโหลดสัมภาระได้น้ำหนักรวมสูงสุด 50 กิโลกรัม ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดพิเศษน้ำหนักรวมสูงสุด 40 กิโลกรัม แต่กรณีชั้นประหยัดน้ำหนักรวมสูงสุด 20 -35 กิโลกรัม ส่วนการเดินทางไปกลับประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา สามารถโหลดสัมภาระได้จำนวน 2 ใบ ชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจน้ำหนักรวมสูงสุด 32 กิโลกรัม ส่วนชั้นประหยัดกำหนดน้ำหนักรวมเพียง 23 กิโลกรัม 

ดังนั้นไม่ว่าทริปไกลหรือใกล้ควรคำนวณน้ำหนักสัมภาระทั้งหมดของตัวเองทั้งขาไปและขากลับให้ละเอียด หากรู้สึกว่าน้ำหนักน่าจะเกินกว่ากำหนดให้ซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มล่วงหน้าเพื่อลดความยุ่งยากวันเดินทาง แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ห้ามทำคือ การลดน้ำหนักสัมภาระด้วยการเลือกถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินราคาถูกที่มีน้ำหนักเบา เพื่อที่จะได้จ่ายค่าน้ำหนักกระเป๋าน้อยลง แต่เชื่อเถอะว่าไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อไม้กอล์ฟใหม่ทั้งหมด หากเกิดความเสียหายระหว่างการเดินทาง ส่วนคนรักกอล์ฟที่ยังไม่มีถุงกอล์ฟไว้ใช้เดินทาง แนะนำให้เลือกแบบ Travel Bag ที่มาพร้อมถุงคลุมถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินและออกแบบให้เหมาะกับการนำขึ้นเครื่องบิน รับรองว่าปลอดภัยมากขึ้น 

ห่อถุงกอล์ฟด้วยพลาสติก

2. ห่อถุงกอล์ฟด้วยพลาสติกหรือห่อบับเบิ้ล

นอกจากเลือกใช้ถุงกอล์ฟที่มีถุงคลุมถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินแล้ว อีกขั้นตอนที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ การห่อถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินด้วยพลาสติกหรือบับเบิ้ลกันกระแทก เพราะนอกจากปกป้องถุงกอล์ฟจากกระเป๋าเดินทางใบอื่นที่อาจเคลื่อนกระแทกหรือทับจนถุงกอล์ฟและอุปกรณ์ข้างในได้รับความเสียหายแล้ว 

การห่อถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินด้วยพลาสติกหรือบับเบิ้ลยังเป็นวิธีง่ายๆ ที่ใช้ตรวจสอบว่าถุงกอล์ฟไม่ได้ถูกรื้อค้นระหว่างเดินทางอีกด้วย หากเห็นว่าพลาสติกหรือบับเบิ้ลส่วนนอกมีร่องรอยการเปิดออก ควรรีบตรวจสอบอุปกรณ์กอล์ฟทั้งหมด เพื่อตรวจสอบว่าอยู่ครบถ้วนหรือได้รับความเสียหายหรือไม่

3. อย่าลืมทำให้กระเป๋าของเราเด่น

การหยิบกระเป๋าเดินทางผิดหรือหยิบสลับกัน เป็นหนึ่งในปัญหาคลาสสิกที่พบได้บ่อยทุกสนามบิน เหตุผลนอกจากกระเป๋าสัมภาระส่วนใหญ่จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกันแล้ว ยังเกิดจากความเร่งรีบอยากได้สัมภาระของตัวเองเร็วๆ 

โดยเฉพาะถุงกอล์ฟที่มีไม้กอล์ฟคู่ใจราคาแพงอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แค่เห็นถุงกอล์ฟสีเดียวหรือมีลักษณะคล้ายกับของตัวเองเคลื่อนมาตามสายพานหลายคนก็รีบวิ่งไปหยิบไว้ทันที ซึ่งหากไหวตัวทันอาจนำกลับไปเปลี่ยนที่สายพานได้ทัน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีไม่น้อยที่ชะล่าใจถือติดมือไปถึงที่พัก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนเปิดออกมาพบว่าอุปกรณ์กอล์ฟทั้งหมดไม่ใช่ของตัวเอง ทำให้ต้องเสียเวลาย้อนกลับมายื่นคำร้องต่อสายการบินที่สนามบินเพื่อตามหาถุงกอล์ฟของตัวเองอีกรอบ เสียทั้งเวลาและเสี่ยงต่อการสุญหายด้วย 

ดังนั้นเพื่อตัดความปัญหาเรื่องนี้ ควรเลือกถุงคลุมถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินที่มีสีและลวดลายที่โดดเด่นหรือนำผ้ามาผูกไว้ที่หูหิ้วเพื่อช่วยให้เห็นได้ง่ายขึ้นและรู้ได้ทันทีว่าเป็นถุงกอล์ฟของตัวเอง รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้คนอื่นหยิบผิดได้อีกด้วย

ถุงกอล์ฟไม่โดดเด่น

4. ถอดหัวออกจากไม้

ข้อดีของไม้กอล์ฟรุ่นใหม่คือ สามารถถอดหัวไม้กอล์ฟหรือ Club Head ออกจากด้ามไม้กอล์ฟได้ ทำให้ง่ายต่อการจัดวางอุปกรณ์กอล์ฟทั้งหมดในถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินมากขึ้น ซึ่งนอกจากช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายกับอุปกรณ์เวลาเคลื่อนย้ายน้อยลงแล้ว ยังสามารถพันบับเบิ้ลได้ครอบคลุมทุกส่วน แม้ว่าจะต้องเสียเวลาแกะ แต่ปลอดภัยไม้กอล์ฟคู่ใจไม่เป็นรอยแน่นอน

5. ใช้ Stiff Arm สำหรับถุงกอล์ฟ

ถึงแม้ว่าคนรักกอล์ฟส่วนใหญ่จะเลือกใช้ถุงกอล์ฟที่มีความแข็งแรง พันด้วยพลาสติก และใส่ถุงคลุมถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินเพื่อให้อุปกรณ์กอล์ฟที่อยู่ด้านในปลอดภัย แต่หลังจากถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินแล้ว ไม่อาจการันตีได้ว่าถุงกอล์ฟจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์อย่างที่คิดไว้ 

เนื่องจากเมื่อถุงกอล์ฟไปอยู่รวมกับสัมภาระอื่นๆ อาจโดนทับหรือกระแทกจนเสียรูปทรง และก่อให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ที่อยู่ภายในถุงกอล์ฟ 

อย่างไรก็ตามปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการอุปกรณ์ที่เรียก Stiff Arm หรืออุปกรณ์ค้ำเพื่อให้ถุงกอล์ฟอยู่ทรง มีลักษณะเป็นแท่งอลูมิเนียมอัลลอยด์และด้านบนมีหัวก้านหกเหลี่ยม แต่แนะนำว่าควรเลือก Stiff Arm ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งแม้ว่าจะมีราคาสูง แต่มาพร้อมความแข็งแรงทนทาน ปรับระดับได้ง่าย น้ำหนักเบา และไม่เป็นสนิมใช้งานนานขึ้น

จุถุงกอล์ฟไม่ให้มีช่องว่าง

6. จุถุงกอล์ฟให้เต็ม ไม่ให้เหลือช่องว่าง

เวลาใส่อุปกรณ์ทั้งหมดลงในถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบิน ควรตรวจสอบพื้นที่ว่างภายในถุงกอล์ฟ หากมีพื้นที่เหลือแนะนำให้ใส่โฟม กระดาษ หรือนุ่นเข้าไปให้เต็มช่องว่างให้แน่น เนื่องจากอุปกรณ์กอล์ฟส่วนใหญ่เป็นของแข็ง หากเกิดการกระทบกันในถุงกอล์ฟระหว่างการขนย้ายอาจก่อให้เกิดการความเสียหายกับอุปกรณ์ได้ ซึ่งการลดช่องว่างด้วยโฟม กระดาษ หรือนุ่นให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากช่วยลดโอกาสเกิดการกระแทกแล้ว ยังเป็นการลดการขยับหรือเคลื่อนที่ของอุปกรณ์กอล์ฟที่อยู่ด้านในด้วย

7. บินด้วย Direct Flight ถ้าเป็นไปได้

แน่นอนว่าการเดินทางด้วยกระเป๋าเดินทางแบบลากเพียง 1 – 2 ใบ อาจไม่มีปัญหากับการ Transfer Flight แต่สำหรับคนรักกอล์ฟที่เดินทางไปพร้อมถุงกอล์ฟที่อัดแน่นไปด้วยไม้กอล์ฟแบบครบชุด 14 อัน การ Transfer Flight อาจไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะนอกจากต้องไปลุ้นเพื่อรอถุงกอล์ฟของตัวเองสายพานหลายรอบแล้ว ยังต้องเหนื่อยถือถุงกอล์ฟน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 15 กิโลกรัม เดินข้ามเกทหลายกิโลเมตรเพื่อต่อเครื่อง หรือถ้าเกิดปัญหาเครื่องบินดีเลย์ ไม่สามารถนำถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินได้ในทันที ต้องลากถุงกอล์ฟไปมา หาที่รอกว่าจะถึง เล่นเอาหลายคนอยากนอนมากกว่าตีกอล์ฟ ทางที่ดีหากเลือกได้ควรเป็น Direct Flight ที่ได้ทั้งความสะดวกและไม่เสียเวลา 

8. ส่งถุงกอล์ฟไปก่อน

การใช้บริการจัดส่งสัมภาระของทางสนามบินหรือ 3rd Party อย่าง Airportels ในการจัดส่งถุงกอล์ฟไปยังจุดที่ต้องการล่วงหน้า ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับคนรักกอล์ฟที่จำเป็นต้อง Transfer Flight อย่างการไปกับกอล์ฟทริปกับกรุ๊ปทัวร์หรือการใช้บริการกับสายการบินที่ไม่มี Direct Flight ซึ่งข้อดีคือ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ไ่ม่ต้องมานั่งกังวลใจเรื่องการโหลดถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินในวันเดินทาง

ส่งถุงกอล์ฟขึ้นเครื่อง

ส่งถุงกอล์ฟด้วย AIRPORTELs ดีอย่างไร ?

เนื่องจาก AIRPORTELs เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บและจัดส่งสัมภาระภายในประเทศที่มาพร้อมบริการที่หลากหลาย ทั้งการจัดสัมภาระระหว่างสนามบิน โรงแรม ห้างสรรพสินค้าภายในจังหวัดเดียวกัน การจัดส่งสัมภาระไปทั่วประเทศภายใน 1-2 วัน และบริการที่เก็บสัมภาระแบบไม่จำกัดขนาดและน้ำหนัก ช่วยให้นักเดินทางมีความสะดวก คล่องตัว ในระหว่างท่องเที่ยวหรือทำธุระมากขึ้น 

ถือว่าเป็นบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรักกอล์ฟทั้งเดินทางในประเทศและต่างประเทศ เพราะกรณีเดินทางไปกอล์ฟทริปสามารถใช้บริการจัดส่งถุงกอล์ฟตรงไปยังสนามบิน โรงแรมที่พัก หรือนัดรับที่ห้างสรรพสินค้า โดยไม่ต้องถือติดตัวไปไหนมาไหนให้หมดสนุกหรือกังวลเรื่องความปลอดภัย ด้วยทางAIRPORTELs มีระบบแจ้งสถานะผ่านภาพถ่ายทาง SMS ให้ลูกค้าทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมการรับประกันอีก 50,000 บาท 

สำหรับนักกอล์ฟที่เดินทางไปต่างประเทศ สามารถใช้บริการฝากสัมภาระกับทาง AIRPORTELs ในระหว่างรอโหลดถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินได้เช่นกัน เนื่องจาก AIRPORTELs มีสาขาเปิดให้บริการทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง รวมทั้ง 3 สาขาในห้างดัง อย่างสาขาเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ สาขาเทอร์มินอล 21 อโศก สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมให้บริการภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง 

ในส่วนการใช้บริการ AIRPORTELs สามารถทำได้ทั้งแบบ  WalK-in และจองผ่านช่องทางออนไลน์ ชำระค่าบริการผ่านทางบัตรเครดิต เดบิต หรือ Alipay เพิ่มความสะดวกในการใช้บริการมากยิ่งขึ้น 

จะเห็นได้ว่าการจัดการกับถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบินเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ตั้งแต่การเลืองชนิดถุงกอล์ฟ ถุงคลุมถุงกอล์ฟขึ้นเครื่องบิน การจัดวางอุปกรณ์ภายในถุงกอล์ฟ การใช้อุปกรณ์เสริมเพิ่มความปลอดภัยการเลือก Direct Flight และที่สำคัญอย่าลืมซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่สำหรับคนรักกอล์ฟที่ไม่อยากเป็นกังวลการใช้บริการจัดส่งสัมภาระอย่าง Airportels เป็นอีกทางหนึ่งตัวเลือกที่ดี เพราะมั่นใจได้เลยว่าไม้กอล์ฟสุดรักสุดหวงถึงที่หมายอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเหนื่อยถือเองอีกด้วย