รวมวิธีเช็กเที่ยวบินด้วยตัวเองง่าย ๆ กันพลาดก่อนเดินทาง

วิธีเช็กเที่ยวบิน

การเดินทางด้วยเครื่องบินในบางทริปอาจมีเรื่องให้ลุ้น ไม่ไฟลต์ดีเลย์ก็ยกเลิกเที่ยวบิน ดังนั้นก่อนวันเดินทางควรเช็กเที่ยวบินล่วงหน้า โดยดูจากอีเมลแจ้งเตือนหรือเข้าไปเช็กที่เว็บไซต์สนามบินที่จะไปขึ้นเครื่อง หรืออีกวิธีหนึ่งคือโหลดแอปพลิเคชันของสายการบินที่จองตั๋วไว้เพื่อเช็กไฟลต์บิน หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็เตรียมตัวเดินทางได้ ใช้วิธีเช็กอินออนไลน์ง่ายมาก เรามาทำความรู้จักกับวิธีเช็กอินแบบนี้กันเพราะเป็นวิธีที่สะดวกกว่าเยอะเลย

ทำความรู้จักกับการเช็กเที่ยวบินโดยการเช็กอินออนไลน์

วิธีการเช็กอินออนไลน์

ในปัจจุบันนี้สามารถเช็กอินล่วงหน้าได้จากที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน โดยส่วนใหญ่แล้วจะทำได้ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง หลังจากเช็กอินแล้วจะได้รับ Boarding Pass คุณสามารถปรินต์หรือโหลดไว้ในโทรศัพท์แล้วถือติดตัวไปขึ้นเครื่องได้เลย

  • เช็กอินออนไลน์ต่างกับเช็กอินหน้าเคาน์เตอร์อย่างไร?

สมัยก่อนต้องไปเข้าคิวรอเช็กอินกันที่หน้าเคาน์เตอร์สายการบินก่อนเวลาขึ้นเครื่อง อย่างน้อย 3 ชั่วโมงสำหรับทริปต่างประเทศ และ 1 – 2 ชั่วโมง สำหรับทริปในประเทศ ถ้าเช็กอินไม่ทันทริปนั้นคือพลาด ต่างจากยุคนี้ที่สายการบินต่าง ๆ ได้เปิดให้เช็กอินผ่านอินเทอร์เน็ตได้ก่อนวันเดินทาง ไม่ต้องกังวลกับการที่จะต้องออกจากบ้านตี 1 ตี 2 สำหรับไฟลต์เช้า และไม่ต้องเสียเวลาไปยืนเข้าคิวรอนานที่เคาน์เตอร์อีกด้วย

  • ใครที่เหมาะกับการเช็กอินออนไลน์?

การเช็กอินออนไลน์เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางในประเทศและผู้เดินทางที่ไม่มีกระเป๋าโหลด ส่วนผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของสายการบินว่าจะให้ทำได้หรือไม่ เพราะการไปต่างประเทศมีขั้นตอนในเรื่องการตรวจสอบเอกสารหลายอย่างจึงอาจไม่สะดวกในการใช้บริการเช็กอินออนไลน์ แต่บางสายการบินก็สามารถทำได้

  • ขั้นตอนการเช็กอินออนไลน์

ผู้เดินทางต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ในหน้า Check-in หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน แล้วกรอกข้อมูลรายละเอียดของตัวเอง เช่น ชื่อ-นามสกุล ข้อมูล Passport เบอร์โทร และหมายเลขการจอง ข้อสำคัญคือต้องกรอกข้อมูลให้ถูกต้องก่อนกดยืนยัน เพียงเท่านี้ก็จะได้รับ Boarding Pass ทางอีเมลหรือโหลดในแอปพลิเคชันให้คุณนำไปแสดงตอนขึ้นเครื่อง

สายการบินที่มีบริการเช็กอินออนไลน์

สายการบินบางกอกแอร์เวย์
  1. การบินไทย
  2. บางกอกแอร์เวย์
  3. เอมิเรตส์
  4. แอร์ฟรานซ์ 
  5. เอทิฮัดแอร์เวย์ 
  6. ออลนิปปอนแอร์เวย์ 
  7. คาเธ่ย์แปซิฟิก 
  8. เคแอลเอ็ม 
  9. โคเรียนแอร์ 
  10. ไทยแอร์เอเชีย 
  11. ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ 
  12. ไทยไลอ้อนแอร์ 
  13. ไทยสมายล์ 
  14. นกแอร์ 
  15. สกู๊ต 
  16. เจ็ทสตาร์ 
  17. เวียดเจ็ทแอร์

สำหรับการเดินทางครั้งใหม่ถ้าหากว่าไม่มีกระเป๋าโหลดหรือเป็นการเดินทางในประเทศ อย่าลืมเช็กเที่ยวบินให้ชัวร์แล้วเช็กอินออนไลน์ก่อนล่วงหน้า สะดวกกว่า ไม่ต้องรอคิว ไม่ต้องกลัวตกเครื่อง และหากต้องการใช้บริการรับฝากกระเป๋าหรือส่งกระเป๋า แนะนำ AIRPORTELs ช่วยลดภาระในการเดินทางให้คุณตัวเบาขึ้น เดินทางสบายทั้งไปและกลับ สนุกกับทุกทริปได้อย่างเต็มที่

ที่มาข้อมูล:

Siam Center ชิลล์ๆ : 7 คาเฟ่นั่งทำงาน จิบกาแฟ ฟินๆ

Siam Center

เทรนด์การทำงานในยุคนี้ต้องยกให้กับการทำงานแบบ Work from Anywhere หรือการทำงานจากที่ไหนก็ได้ ขอให้เพียงงานเสร็จ เข้าประชุมออนไลน์ตามนัดหมาย แต่จะให้ทำงานจากที่บ้านทุกวันก็กลัวว่าจะดูน่าเบื่อเกินไป หลายคนจึงเลือกทำงานจากนอกบ้าน โดยเฉพาะคาเฟ่บรรยากาศสวย ๆ เหมาะกับการทำงาน นอกจากได้ทำงานแล้วยังได้แฮงเอาท์กับเพื่อน ๆ และหาแรงบันดาลใจจากสิ่งใหม่ ๆ รอบตัว หากใครเป็นคนทำงาน นักเรียน หรือนักศึกษา ที่กำลังมองหาคาเฟ่นั่งทำงานสุดชิลล์ ขอแนะนำคาเฟ่เหมาะกับการนั่งทำงานใน siam center นอกจากมีตัวเลือกหลายร้านแล้วยังเดินทางสะดวกมาก ๆ 

1.Maison Claris

ขอบคุณภาพจาก : Maison Claris 

ร้านเกิดจากการร่วมมือกันของคนรุ่นใหม่ที่รู้จักกันมานานและมีโอกาสเดินทางเที่ยวหลายประเทศ สั่งสมความรู้และประสบการณ์จนกลายมาเป็นคาเฟ่ขนมหวาน การจัดร้านโดดเด่นสะดุดตา เลือกใช้โทนสีหวานและดอกไม้สีสวยเหมาะกับการเป็นคาเฟ่เอาใจสายหวาน จุดเด่นคือเมนูต่าง ๆ ออกแบบอย่างพิถีพิถัน หน้าตาสวยงามแถมรสชาติอร่อย เมนูที่ห้ามพลาดคือ Claris Set ซิกเนเจอร์ของร้าน ได้แรงบันดาลใจจากทุ่งดอกไม้และโรงงานน้ำหอมจากฝรั่งเศส เหมาะกับสายคอนเทนต์ นักเรียน คนทำงาน ที่มองหาพื้นที่นั่งหาไอเดียคูล ๆ 

  • พิกัด : Siam Center ชั้น 1 
  • ช่วงราคา 150 – 500 บาท

2.T (Bar) x The Summer House

คาเฟ่สำหรับสายฮิป โดดเด่นด้วยการตกแต่งร้านสีสันสะดุดตา หากมาถึงต้องได้คอนเทนต์แน่ ๆ เมนูแนะนำ คือ Matcha Latte with Bubble ชงสดแบบแก้วต่อแก้ว เสิร์ฟพร้อมไข่มุกสีทองเคี้ยวหนึบหนับ แถมยังมีกลิ่นหอมของน้ำตาลเคี่ยวและน้ำผึ้ง หากนั่งทำงานแล้วหิวทางร้านก็มีเมนูสุขภาพดีอย่างสลัดเตรียมไว้ให้รองท้อง นอกจากเป็นคาเฟ่สุดเก๋แล้วยังมีสินค้าแฟชั่นจำหน่าย นักเรียน นักศึกษา ที่ชอบแต่งตัวสไตล์คูล ๆ หรือมองหาที่นั่งทำงานสุดชิลห้ามพลาดเด็ดขาด

  • พิกัด : Siam Center ชั้น 1 
  • ช่วงราคา : 90 – 300 บาท

3.Everyday Karmakamet

หากพูดถึง Everyday Karmakamet เชื่อว่าหลายคนคงคิดถึงร้านจำหน่ายเครื่องหอมและสินค้ามีสไตล์ แต่ทราบหรือไม่ว่าที่นี่มีคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟความหอมหวานละมุนของเครื่องดื่มอีกด้วย เมนูยอดฮิต ได้แก่ Rose with Milk Tea ที่จะได้ดื่มด่ำกับความหอมของชาและกลิ่นกุหลาบ เหมาะกับการนั่งทำการบ้านสุด ๆ การตกแต่งร้านเน้นความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ หากมีโอกาสได้มานั่งทำงานอย่าลืมซื้อโปสการ์ดหรือเครื่องหอมติดไม้ติดมือกลับไปด้วยนะ

  • พิกัด : Siam Center ชั้น 4
  • ช่วงราคา : 100 – 250 บาท

4.Mom & Sis The Smoothie Cafe’

ขอบคุณภาพจาก : Momandsiscafe 

ใครเป็นสายรักสุขภาพเชิญทางนี้ เพราะนี่คือคาเฟ่เอาใจสายสุขภาพ เครื่องดื่มส่วนใหญ่เป็นสมูธตี้เพื่อคนสุขภาพดี จุดเด่นคือเลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงดีต่อสุขภาพสุด ๆ แถมบางแก้วยังใส่ Super Food อย่างธัญพืช ผลไม้ คอมพลีทการเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเป็นอย่างดี เมนูแนะนำ ได้แก่ Avocado Bowl เมนูซิกเนเจอร์ แหล่งรวมไขมันชั้นดี ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ หรือ Berry Blast ที่มิกซ์ผลไม้ตระกูลเบอร์รีไว้ในแก้วเดียว สำหรับสไตล์การจัดร้านเน้นความโปร่งสบาย แต่งแต้มด้วยต้นไม้สีเขียว เหมาะกับคนทำงาน นักศึกษา ที่มองหาคาเฟ่สไตล์เรียบง่ายแต่ยังมีกลิ่นอายความสดชื่น

  • พิกัด : Siam Center ชั้น G
  • ช่วงราคา : 150 – 300 บาท

5.Fire Tiger by Seoulcial Club

ขอบคุณภาพจาก : Fire Tiger by Seoulcial Club 

ใครเป็นสายชานมไข่มุกเชื่อว่าต้องรู้จักร้านนี้ โดยร้านดังอย่างคาเฟ่เสือพ่นไฟได้มาเปิดคาเฟ่ใจกลางสยาม ตกแต่งร้านโทนสีทอง ขาดไม่ได้คือใบหน้าเสือขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เมนูที่อยากบอกต่อ คือ Fire Tiger Milk Tea เมนูซิกเนเจอร์มาพร้อมไข่มุกบุกและไข่มุกธรรมดา หากอยากเติมความสดชื่นแนะนำ Fruit Tea ภายในร้านมีพื้นที่นั่งทำงานขนาดกะทัดรัด เหมาะอย่างยิ่งกับนักศึกษา นักเรียน ที่มองหาคาเฟ่ราคาเบา ๆ นั่งอ่านหนังสือ ดื่มเสร็จก็เดินชอปปิงต่อได้แบบสบาย ๆ 

  • พิกัด : Siam Center ชั้น M, Siam Square ซอย 3
  • ช่วงราคา : 100 – 250 บาท

6.Yenly Yours

ขอบคุณภาพจาก : Mike Lennore

คาเฟ่มะม่วงยืนหนึ่งเรื่องการออกแบบเมนูเครื่องดื่มที่ผสมผสานผลไม้ขึ้นชื่ออย่างมะม่วงไว้อย่างลงตัว แน่นอนว่าเมนูที่ต้องสั่งคือเมนูน้ำมะม่วงปั่น มีท็อปปิงให้เลือกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อมะม่วงสด ไข่มุก อย่าลืมสั่งโมจิมะม่วงมาพร้อมความอร่อยแบบกำลังดีแต่หอมมะม่วงสุด ๆ การตกแต่งร้านเน้นโทนสีเหลืองสะท้อนความหวานฉ่ำของมะม่วงตัดกับโทนสีดำ โดดเด่นและดูสดใส เหมาะมากกับนักศึกษาและคนทำงานที่มองหามุมนั่งทำงานแถมมีเครื่องดื่มอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟ

  • พิกัด : Siam Center ชั้น 2
  • ช่วงราคา 100 – 200 บาท

7.Coco Fresh Tea & Juice

คาเฟ่ชานมไข่มุกที่ไม่ธรรมดาเพราะนี่คือแบรนด์จากไต้หวัน ยกทัพความอร่อยมาที่ไทย จุดเด่นคือใบชาต้มสด รสชาติไม่หวานเกินไป และไข่มุกเหนียวหนึบกำลังดี เมนูไฮไลต์ คือ Lava Pearl Fresh Milk ที่ทั้งหอมหวานกลมกล่อม รวมถึงน้ำเยลลี่เสาวรส เหมาะกับคนชอบรสเปรี้ยว เติมความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ในร้านมีมุมทำงานเล็ก ๆ สำหรับคนอยากแวะนั่งชิลล์หรือคิดไอเดียงานอีกด้วย

  • พิกัด : Siam Center ชั้น 2
  • ช่วงราคา : 90 – 150 บาท

ใครกำลังมองหาคาเฟ่นั่งทำงานใจกลางเมือง แนะนำให้เดินทางมาที่ siam center ห้างใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวก สามารถนั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีสยามและเดินเชื่อมต่อเข้าห้างได้ทันที หรือจะมาโดยรถยนต์ส่วนตัวก็สะดวก นอกจากได้เปรียบด้านการเดินทางแล้วยังมีคาเฟ่สุดชิลล์บรรยากาศเหมาะกับการทำงานอีกเพียบ เลือกได้เลยว่าชอบคาเฟ่แบบไหนหรือพื้นที่ทำงานแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง ใครมีสไตล์ทำงานแบบ Work from Anywhere ห้ามพลาดมาใช้บริการเด็ดขาด

ที่มาข้อมูล

วิธีเดินทางไป ICONSIAM ด้วยรถไฟฟ้า BTS: แนะนำเส้นทางและเคล็ดลับการเดินทางที่ไม่ควรพลาด

ICONSIAM เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่กำลังได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากทุกพื้นที่ 750,000 ตารางเมตร อัดแน่นไปด้วยสิ่งที่ทุกคนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโซน ICONLUXE แหล่งรวมแบรนด์เนมชั้นนำระดับโลก โซนสยามทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่นที่มีแบรดน์สินค้าจำหน่ายมากกว่า 500 แบรนด์  โซนสุขสยาม ศูนย์รวมผลงานศิลปะและสุดยอดอาหารไทยจากแต่ละจังหวัด ส่วนโซนด้านนอกเป็น River Park สำหรับชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและระบำน้ำพุที่มีขนาดยาวที่สุดในภูมิภาคอาเซียน แต่หากใครยังไม่เคยไปเที่ยว ICONSIAM วันนี้เรามีวิธีการเดินทางง่าย ๆ มาฝาก 

วิธีการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า

การเดินทางไป ICONSIAM ปัจจุบันสามารถเลือกเดินทางไปได้ทั้งทางเรือ รถโดยสารประจำทาง MRT และ BTS แต่ถึงอย่างนั้นวิธีการเดินทางที่ง่ายที่สุดคือการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS  

  • วิธีการเดินทางด้วยรถไฟฟ้ามายังไอคอนสยาม

การเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS สามารถเลือกเดินทางสายสีเขียวไปลงที่สถานีตากสิน ออกประตู 2 และขึ้นเรือ Shuttle Boat ฟรีไม่เสียค่าบริการ หรือใช้บริการสายสีทอง มาลงที่สถานีเจริญนครและเดินต่อไปตามทางเชื่อมเพื่อเข้าสู่ ICONSIAM ได้เช่นกัน

  • สถานีที่ใกล้ที่สุด

หากเทียบการเดินทางแล้วต้องยอมรับว่าการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS สายสีทอง เป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด เพราะไม่ต้องต่อรถหรือเรือให้ยุ่งยาก ซึ่งสถานีที่ใกล้กับ ICONSIAM ที่สุดคือ สถานีเจริญนคร

สถานีเจริญนคร เป็นสถานีที่ 2 ของรถไฟฟ้าสายสีทอง อยู่บริเวณสะพานข้ามคลองวัดทองเพลง มุ่งไปทางแยกคลองสาร เข้าสู่ถนนสมเด็จเจ้าพระยา โดยสถานีเจริญนครจะมีทางเข้าออกทั้งหมด 4 จุด ซึ่งมี 2 จุด ที่สามารถเดินไปยังศูนย์การค้า ICONSIAM ได้ โดยจุดแรกจะออกไปทางหน้าศูนย์การค้า ICONSIAM ใกล้กับประตูทางเข้าสยามทาคาชิมายะ ส่วนจุดที่สองออกไปทางหน้าศูนย์การค้า ICONSIAM ที่อยู่ใกล้กับซอยเจริญนคร

  • สถานีที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีทอง

เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีทองเป็นส่วนต่อขยายขนาดสั้นระยะทางเพียง 2.8 กิโลเมตร และบริการแค่ 4 สถานีเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักถึงสามสาย ได้แก่

  • สายสีเขียว เชื่อมต่อกับ BTS สถานีกรุงธนบุรี
  • สายสีม่วง เชื่อมต่อกับ BTS สถานีประชาธิปก
  • สายสีแดง เชื่อมต่อกับ BTS สถานีคลองสาน
ภาพจาก : BTS SkyTrain

สำหรับ BTS สายสีทองขบวนแรกจากสถานีกรุงธนบุรีเริ่มที่เวลา 06.00 – 24.00 น. ราคาค่าโดยสารตลอดสาย 16 บาท

จากข้อมูลจะเห็นว่าการเดินทางไป ICONSIAM ด้วยรถไฟฟ้าไม่ยาก เพราะรถไฟฟ้าสายสีทองเชื่อมต่อกับสายหลักถึง 3 สาย  แต่ถึงอย่างนั้นเรามีเคล็ดลับง่าย ๆ ในการเดินทางมาแนะนำ 

  • เลือกเดินทางที่เหมาะกับตัวเอง

เพราะการเดินทางไป ICONSIAM สามารถเดินทางได้หลากหลายวิธี อีกทั้งอาจต้องต่อการเดินทางด้วยวิธีอื่น ๆ ดังนั้นก่อนออกเดินทางควรศึกษาและเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางมากขึ้น

  • ตรวจสอบเวลาการให้บริการ

หากต้องเดินทางไป ไอคอนสยาม รถไฟฟ้า หลายสายควรตรวจสอบเวลาให้บริการ เพราะรถไฟฟ้าแต่ละสายเปิดและปิดให้บริเวณไม่พร้อมกัน

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับข้อมูลดี ๆ ในการเดินทางไป ICONSIAM ด้วยรถไฟฟ้าที่เรานำมาฝาก ซึ่งจะเห็นว่า ICONSIAM เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่น่าสนใจ รับประกันว่ามาเที่ยวไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน

ที่มาข้อมูล 

รวม 8 Amenity ของโรงแรมที่สามารถนำกลับบ้านได้

บทนำ

ใครมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวบ่อย ๆ แน่นอนว่าต้องเข้าพักที่โรงแรมเป็นประจำ ซึ่งภายในโรงแรมมักเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายสำหรับบริการนักเดินทาง นอกจากวัตถุประสงค์เรื่องความสะดวกสบายแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ยังจัดเตรียมเพื่อเพิ่มความประทับใจแก่ผู้เข้าพัก โดยเฉพาะสิ่งของภายในห้องพักที่เตรียมไว้หลายอย่าง เช่น สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ผ้าขนหนู ฯลฯ ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ถึงอย่างนั้นบางคนกลับสงสัยว่าแล้ว Amenity หรือสิ่งของใดบ้างที่นำกลับบ้านได้ โดยโรงแรมไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย นำกลับบ้านได้แบบไม่ต้องกังวล

รวมสิ่งอำนวยความสะดวกที่นำกลับบ้านได้

1. สบู่และแชมพู

Amenity สบู่และแชมพูของโรงแรม

หากพูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทุกโรงแรมต้องจัดเตรียมไว้ให้นักเดินทาง สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือสบู่และแชมพู โดยไม่ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่จำเป็นต้องจัดเตรียมไว้ให้ เพราะนี่คือสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน โดยสบู่และแชมพูมักบรรจุในขวดขนาดมินิ เพียงพอต่อการใช้ 1 – 2 วัน หากเข้าพักหลายวันและไม่เพียงพอต่อการใช้สามารถขอเพิ่มได้ ในขณะเดียวกันหากไม่ได้ใช้และต้องการนำกลับบ้านก็สามารถทำได้เช่นกัน

2. โลชั่นและครีม

Amenity อุปกรณ์ดูแลผิวพรรณและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ

อีกหนึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกที่มักบรรจุอยู่ในขวดขนาดมินิ ตั้งอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับสบู่และแชมพู สำหรับเจ้าสิ่งนี้มีไว้อำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางที่อาจไม่สะดวกนำติดตัวมา โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศเมืองหนาวที่มักมีโลชั่นหรือครีมเตรียมให้บริการเสมอ บางโรงแรมออกแบบกลิ่นโลชั่นของตัวเองเพื่อสร้างเอกลักษณ์ บางครั้งมีวางจำหน่ายในรูปแบบขวดขนาดใหญ่เพื่อเอาใจนักเดินทางที่อยากได้โลชั่นเป็นของที่ระลึก แต่สำหรับโลชั่นที่บรรจุในขวดเล็กสามารถหยิบกลับบ้านได้

3. แปรงสีฟัน ยาสีฟัน

Amenity แปรงสีฟัน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเจอปัญหาลืมนำแปรงสีฟันและยาสีฟันไว้ที่บ้านทำให้หลายครั้งต้องเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อสิ่งเหล่านี้ยามวิกาล หากมีร้านสะดวกซื้อใกล้โรงแรมคงไม่น่าห่วงสักเท่าไร แต่หากไม่มีร้านสะดวกซื้อเชื่อว่าต้องเป็นปัญหาแน่ ดังนั้นโรงแรมส่วนใหญ่จึงจัดเตรียมแปรงสีฟันและยาสีฟันเอาไว้ เพราะนี่คือสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่ทุกคนต้องใช้งาน

4. ผ้าขนหนูและเสื้อผ้า

Amenity ผ้าขนหนู

สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่ทุกโรงแรมต้องมีคือผ้าขนหนู ส่วนใหญ่มักเตรียมไว้ 2 ผืน คือ ผืนเล็กสำหรับเช็ดหน้าหรือเช็ดผม และผืนใหญ่สำหรับเช็ดร่างกาย นอกจากนี้บางโรงแรมยังมีเสื้อผ้าเตรียมไว้ให้ แม้จะไม่ได้มีจำนวนมากชิ้น แต่ตอบโจทย์นักเดินทางที่อาจเตรียมเสื้อผ้ามาไม่เพียงพอหรือนักท่องเที่ยวที่หลงลืมเสื้อผ้าบางชิ้นจะได้ไม่ต้องหาซื้อให้วุ่นวาย ที่สำคัญบางโรงแรมยังให้นำกลับบ้านได้อีกด้วย

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

5. สครับและแปรงสำหรับผม

Amenity สครับและแปรงหวีผม

โรงแรมไหนที่จัดเต็มความสะดวกแก่ผู้เข้าพักมักมีสครับผิวใส่กระปุกเล็ก ๆ เตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ เพราะโรงแรมเหล่านี้เข้าใจดีว่าการท่องเที่ยวคือช่วงเวลาพักผ่อนที่นักท่องเที่ยวต้องการตักตวงความสุขให้มากที่สุด การสครับผิวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในห้องน้ำก็ช่วยผ่อนคลายความเครียด กลิ่นหอมจากสครับและเนื้อสครับที่เนียนละเอียดทำให้ร่างกายและจิตใจสบาย นอกจากนี้บางโรงแรมเตรียมหวีไว้ให้ สิ่งเหล่านี้สามารถนำกลับบ้านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

6. สลิปเปอร์ เสื้อคลุมอาบน้ำ

Amenity รองเท้าสลิปเปอร์ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ

เรามักเห็นรองเท้าสลิปเปอร์วางเตรียมไว้ในตู้เสื้อผ้าหรือบริเวณชั้นวางของ มีทั้งสลิปเปอร์แบบบาง ๆ และสลิปเปอร์แบบหนา แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนทางโรงแรมได้จัดเตรียมไว้ให้เพื่อให้แขกที่เข้าพักเดินในห้องหรือในโรงแรมได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญยังหยิบกลับบ้านได้ เช่นเดียวกับเสื้อคลุมอาบน้ำที่นอกจากเตรียมไว้ให้ใช้ในห้องพักแล้ว เมื่อใช้เสร็จยังนำกลับบ้านได้อีกด้วย เชื่อว่าน่าจะถูกใจนักเดินทางหลายคนเพราะเป็นสิ่งที่นำกลับไปใช้ได้จริง

7. อาหาร เครื่องดื่ม

Amenity ขนมและเครื่องดื่มในตู้เย็น

ภายในห้องพักมักมีมินิบาร์ ซึ่งในมินิบาร์ประกอบด้วยของคบเคี้ยว ของทานเล่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ฯลฯ จัดเตรียมไว้สำหรับแขกผู้เข้าพักที่อาจรู้สึกหิวกลางดึกหรือคนที่อยากรับประทานอาหารแต่ไม่สะดวกออกไปหาซื้ออาหารเอง อาจเพราะร้านสะดวกซื้ออยู่ไกลหรือเพราะสภาพอากาศไม่เป็นใจจนไม่อยากเดินทางออกนอกโรงแรม โดยสิ่งเหล่านี้สามารถนำกลับบ้านได้ เพียงแต่ต้องเช็กให้ดีก่อนว่าไม่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากบางโรงแรมจัดเตรียมทั้งอาหารที่รับประทานฟรีและอาหารที่มีค่าใช้จ่ายไว้ด้วยกัน จะได้ไม่ต้องเสียเงินภายหลัง

8. กาแฟและชา

Amenity กาแฟและชา

นอกจากบรรดาของทานเล่นแล้ว อีกหนึ่ง Amenity ประเภทของกินที่ทางโรงแรมมักเตรียมไว้ให้ นั่นคือกาแฟ และชา เรียกได้ว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่โรงแรมส่วนใหญ่ต้องมี โดยชาและกาแฟมาในรูปแบบซอง นอกจากนี้ยังเตรียมน้ำตาลและครีมเทียมให้ด้วย เพื่อความกลมกล่อมและอรรถรสในการดื่ม สิ่งเหล่านี้สามารถนำกลับบ้านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

จะเห็นได้ว่าโรงแรมต่างเตรียมสิ่งของอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้เข้าพักหลายอย่างจึงไม่ต้องห่วงว่าจะลืมหยิบของใช้ส่วนตัวชิ้นใดมาจากบ้าน โดยสิ่งของบางชิ้นสามารถนำกลับบ้านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หยิบใส่กระเป๋าได้แบบไม่ต้องกังวล แม้ทางโรงแรมจะให้นำกลับบ้านแบบฟรี ๆ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งของชิ้นไหนที่ไม่แน่ใจว่านำกลับบ้านได้หรือไม่ แนะนำให้สอบถามพนักงานโรงแรม เพราะแม้จะเป็นสิ่งของประเภทเดียวกัน แต่บางโรงแรมอาจอนุญาตให้นำกลับบ้านได้ ในขณะที่บางโรงแรมไม่อนุญาตให้นำกลับบ้าน ดังนั้นเพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย แนะนำให้สอบถามก่อนเสมอจะได้ไม่สิ้นเปลืองเงินในกระเป๋า

อ่านเพิ่มเติม

ที่มาข้อมูล

เช็ก 5 บริการสำคัญ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาเลือกพักที่ โรงแรม ของคุณ

การเลือกที่พักในทริปการเดินทางไม่เพียงแค่เลือกห้องพักที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีบางส่วนที่สำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจอยู่อีกและส่งผลต่อประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเดินทางทุกคน โรงแรมในกรุงเทพ ที่ดีไม่เพียงแค่มี สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรม แต่ยังต้องมีการบริการที่ประทับใจและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของแขกผู้มาเยือนอย่างแท้จริง 

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

5 บริการสำคัญ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาเลือกพักที่โรงแรมของคุณ

1. บริการรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรม

แนะนำบริการในโรงแรม บริการรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรมเป็นหนึ่งใน Hotel Facility ที่สามารถทำให้การเข้าพักของแขกผู้มาเยือนเป็นที่สะดวกและน่าพอใจมากขึ้น บริการนี้มีประโยชน์หลายประการทั้งต่อผู้มาเยือนและต่อโรงแรม ได้แก่

  • ความสะดวกสบายในการเดินทาง การมีบริการรับส่ง โรงแรมในกรุงเทพ จากสนามบินช่วยลดความยุ่งยากในการเดินทางของแขก ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่จอดรถหรือใช้บริการรถเมล์สาธารณะ
  • ประหยัดเวลา การมีบริการรับส่งจากสนามบินช่วยประหยัดเวลาของแขกได้ ทำให้พวกเขาสามารถมีเวลาหลาย ๆ ชั่วโมงในการนั่งพักหรือท่องเที่ยว
  • ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย บริการรับส่งจากสนามบินมักจะให้ความปลอดภัยและความสะดวกสบาย พนักงานรับส่งมักเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในการนำทางและมีความรู้เกี่ยวกับสถานที่
  • ภาพลักษณ์ที่ดีของโรงแรม บริการรับส่งจากสนามบินเป็นหนึ่งในบริการที่ทำให้โรงแรมดูโปร่งใสและมีความเป็นระเบียบ การที่โรงแรมให้บริการรับส่งจากสนามบินอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้แขกเลือกที่นี่ในการพักผ่อน

เพิ่มมูลค่าในการเข้าพัก บริการรับส่งจากสนามบินมักเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจการเข้าพักที่โรงแรมนำเสนอ นอกจากการให้บริการที่มีคุณภาพแล้ว บริการนี้ยังเพิ่มมูลค่าให้กับการเข้าพักของแขกได้

2. บริการพนักงานต้อนรับที่เป็นมิตร

บริการพนักงานต้อนรับที่เป็นมิตรเป็นหนึ่งใน มาตรฐานโรงแรม ที่สำคัญและมีผลต่อประสบการณ์การเข้าพักของลูกค้า การมีทีมงานที่ยินดีต้อนรับและเป็นมิตรช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง มีผลทำให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกมีความสุขและประทับใจ นอกจากนี้ โรงแรม ยังได้รับประโยชน์จากบริการในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • การต้อนรับแบบเปิดเผย พนักงานที่ยินดีต้อนรับและเป็นมิตรช่วยทำให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของโรงแรม การต้อนรับแบบเปิดเผยทำให้แขกรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน
  • การให้ข้อมูลและช่วยเหลือ พนักงานต้อนรับที่ดีควรให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโรงแรม สิ่งแวดล้อมโดยรอบและกิจกรรมท่องเที่ยว พวกเขายังจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยเหลือผู้มาเยือนในกรณีที่มีคำถามหรือความต้องการอื่น ๆ 
  • มาตรฐานโรงแรม ในการแก้ไขปัญหา พนักงานต้อนรับที่มีความเป็นมิตรมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหรือความไม่พอใจของลูกค้า การเสนอทางเลือกและการแก้ไขปัญหาอย่างทันทีจะช่วยให้แขกรู้สึกว่าโรงแรมใส่ใจและสนใจถึงความพอใจของพวกเขา
  • การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ บริการพนักงานต้อนรับที่เป็นมิตรมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับลูกค้า ความอบอุ่นและความเป็นมิตรของพนักงานมีผลทำให้ผู้มาเยือนมีความประทับใจและมีความสุขในระหว่างการเข้าพัก

สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของโรงแรม การบริการที่เป็นมิตรช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของโรงแรม แขกที่ได้รับการต้อนรับที่ดีมักจะมีความพึงพอใจและมีโอกาสกลับมาใช้บริการอีก

3. บริการการปริ้นท์เอกสาร

แนะนำบริการในโรงแรม การปริ้นท์เอกสารในโรงแรมเป็นบริการที่มีประโยชน์สำหรับแขกผู้มาเยือนที่ต้องการการช่วยเหลือในการพิมพ์หรือการจัดการเอกสาร นอกจากการตอบสนองต่อความต้องการของแขกแล้ว บริการนี้ยังมีประโยชน์ต่อโรงแรมได้ในลักษณะต่อไปนี้

  • ความสะดวกสบายในการทำธุระเกี่ยวกับเอกสาร บริการการปริ้นท์เอกสาร เป็น สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรม ช่วยให้แขกผู้มาเยือนที่ไม่มีเครื่องพิมพ์หรือไม่สะดวกพิมพ์เอกสารมาก่อน ก็สามารถทำธุระนั้นได้ที่โรงแรม เพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาได้
  • ตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจ สำหรับผู้มาเยือนบางครั้ง อาจมาเพื่อธุรกิจส่วนตัว ติดต่องาน การบริการปริ้นท์เอกสาร ช่วยในเรื่องของเอกสารต่าง ๆ ได้ เช่น รายงานการประชุม, การสัมมนา, สเตทเม้นท์และอื่น ๆ โดยที่ไม่ต้องคอยหาที่พิมพ์
  • เสริมภาพลักษณ์ที่มีการให้บริการครบวงจร การมีบริการการปริ้นท์เอกสารช่วยในการเสริมภาพลักษณ์ของ ที่พักกรุงเทพ ในด้านการให้บริการครบวงจร แขกที่พบว่าโรงแรมมีบริการต่าง ๆ ที่พร้อมให้บริการจะมีความพึงพอใจและเพิ่มโอกาสกลับมาใช้บริการอีกในอนาคต
  • เพิ่มมูลค่าในการเข้าพักและบริการ การบริการปริ้นท์เอกสารอาจเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจการเข้าพักที่โรงแรมนำเสนอ หรือมีการคิดราคาของเอกสารที่ปริ้นท์ออกมาลงในค่าบริการเพิ่มเติมได้

การรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูล โรงแรมที่มีบริการการปริ้นท์เอกสารควรมีมาตรการเพื่อรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลที่ถูกพิมพ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการเชื่อมั่นของแขกในการให้บริการ

4. บริการรับฝากกระเป๋าหรือส่งกระเป๋าไปยังสนามบิน

บริการรับฝากหรือส่งกระเป๋าไปยังสนามบินเป็น Hotel Facility ที่มีประโยชน์สำหรับแขกผู้มาเยือนที่ต้องการความสะดวกสบายในการจัดการกระเป๋าของตน นอกจากนี้โรงแรมก็สามารถได้รับประโยชน์จากบริการดังนี้

  • ความสะดวกสบายในการเดินทาง บริการรับฝากหรือส่งกระเป๋าไปยังสนามบินช่วยลดภาระของแขกในการดูแลพกพากระเป๋าของตน แขกไม่ต้องกังวลเรื่องการพกพากระเป๋าในระหว่างการเดินทาง
  • การจัดการเวลา การรับฝากหรือส่งกระเป๋าไปยังสนามบินช่วยลดเวลาที่แขกต้องใช้ในการเดินทาง ซึ่งมีประโยชน์มากในกรณีที่แขกมีนัดหมายหรือต้องไปถึงเที่ยวบินในเวลาที่กำหนด
  • การตอบสนองต่อความต้องการของแขก บริการนี้มีประโยชน์สำหรับแขกที่มีความต้องการพิเศษ เช่น การจัดการกระเป๋าที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก
  • การบริการลูกค้าที่ดี การบริการรับฝากหรือส่งกระเป๋า ที่พักกรุงเทพ ไปยังสนามบินช่วยสร้างภาพลักษณ์ของโรงแรมที่ใส่ใจถึงความสะดวกสบายของแขก

เพิ่มมูลค่าในการเข้าพัก บริการนี้อาจถูกนำเข้าไปรวมในแพ็กเกจการเข้าพักที่โรงแรมนำเสนอ การให้บริการนี้อาจเพิ่มมูลค่าให้กับแขกและช่วยให้โรงแรมกลายเป็นที่พักที่น่าสนใจมากขึ้น

5. บริการนวดผ่อนคลาย

บริการนวดผ่อนคลายเป็นหนึ่งในบริการที่ทำให้แขกผู้มาเยือนสามารถพักผ่อนและปลดล็อกความตึงเครียดในระหว่างการเดินทาง ซึ่งการบริการนวดผ่อนคลายเป็นบริการที่ควรมีอย่างยิ่ง เพราะมีประโยชน์ต่อตัวโรงแรมและที่พักได้ดังนี้ 

  • การสร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่เพิ่มคุณค่า บริการนวดผ่อนคลายช่วยเพิ่มคุณค่าในประสบการณ์การเข้าพักของลูกค้า เป็นบริการเสริมที่ทำให้แขกรู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างดี
  • สร้างภาพลักษณ์ของ โรงแรม โรงแรมที่มีบริการนวดผ่อนคลายมีภาพลักษณ์ของการให้บริการครบวงจรและใส่ใจถึงความผ่อนคลายของแขก
  • การเพิ่มรายได้ บริการนวดผ่อนคลายอาจเสริมเข้าไปในแพ็กเกจหรือโปรโมชันการเข้าพัก ทำให้โรงแรมมีโอกาสเพิ่มรายได้

จะเห็นว่าการที่โรงแรมมีบริการเหล่านี้ มีส่วนช่วยสร้างประสบการณ์การเข้าพักที่ดีของแขกผู้มาเยือนได้ ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกสบาย ลดความยุ่งยากในการเดินทาง และเพิ่มมูลค่าในการเข้าพักของแขก นอกจากนี้ การบริการดังกล่าวยังเสริมความสามารถในการแข่งขัน การตลาด และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโรงแรมได้ 

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

ที่มาข้อมูล

  • https://smartfinder.asia/attract-new-gen-travelers/
  • https://blog.pointspot.co/17951514/10-กลยุทธ์-เพิ่มยอดจองห้องพักโรงแรม-ได้ทั้งลูกค้าใหม่-และลูกค้าประจำ
  • https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Travel-Thai-FB-301020.aspx
  • https://www.leathermine.com/knowledge/hotel-how-to-choose-accommodation.html

ยกระดับการพักผ่อนในโรงแรม ด้วย 5 บริการสุดน่าประทับใจ

ใครเป็นสายชีพจรลงเท้าชอบเดินทางเป็นชีวิตจิตใจเชื่อว่าต้องมีโอกาสได้ใช้บริการโรงแรมบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมในกรุงเทพ โรงแรมต่างจังหวัด หรือโรงแรมต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมหลากหลายรูปแบบพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมรูปแบบใด

สิ่งหนึ่งที่ทุกโรงแรมต้องให้ความสำคัญคือการบริการที่ยอดเยี่ยม เพราะบริการที่น่าประทับใจคือตัวแปรสำคัญทำให้แขกผู้มาเยือนตัดสินใจกลับมาพักที่โรงแรมอีกครั้ง มากไปกว่านั้นคือการบอกต่อให้คนใกล้ตัวมาใช้บริการ และนอกจากบริการและการต้อนรับที่เป็นมิตรแล้ว บริการเสริมอื่น ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

5 บริการสุดประทับใจ ทำให้แขกไม่ลืมเลือน

1. บริการไกด์นำเที่ยวท้องถิ่น

แม้คนจำนวนมากจะนิยมท่องเที่ยวด้วยตัวเอง แต่บอกเลยว่าการเที่ยวไปกับไกด์ท้องถิ่นนั้นมีข้อดีไม่แพ้กัน โดยไกด์นำเที่ยวท้องถิ่นคือบุคคลนำทางเรื่องท่องเที่ยวที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ อาจเป็นคนที่เกิดและเติบโตที่นั่นหรือคนที่พำนักอยู่ในพื้นที่นั้นมาเป็นเวลานานจนสามารถอธิบายประวัติเรื่องราวของสถานที่นั้น ๆ แก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของการมีบริการไกด์ท้องถิ่นอันดับแรกคือการได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะในเชิงประวัติศาสตร์และข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งการเที่ยวด้วยตัวเองอาจไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ และอีกหนึ่งข้อดีคือเที่ยวแบบไม่โดนหลอก เพราะต้องยอมรับว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ถูกโกงหรือถูกบวกราคาจนเกินเหตุ นี่จึงเป็นคุณค่าอย่างหนึ่งของไกด์ท้องถิ่น หากที่พักหรือ โรงแรม มีบริการไกด์นำเที่ยวท้องถิ่นจะทำให้แขกประทับใจ เที่ยวอย่างสบายใจมากขึ้น และยังได้ข้อมูลแน่นตลอดทริป

2. บริการรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรม

แนะนำบริการในโรงแรม ที่บอกเลยว่าจำเป็นสุด ๆ นั่นคือ บริการรถรับส่งสนามบิน หากเป็นนักท่องเที่ยวที่เชี่ยวชาญพื้นที่นั้น ๆ คงไม่น่าห่วงเท่าไร แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างถิ่นมักไม่คุ้นชินกับการใช้รถโดยสารสาธารณะหรือบางคนไม่สะดวกหาข้อมูลการเดินทาง มองหาความสะดวกสบาย บริการรถรับส่งจากสนามบินถึงโรงแรมจึงเป็นบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ โดยบริการนี้จะเป็นการจองรถเพื่อให้รถมารับตามเวลาและตามจุดที่ตกลงกันไว้ จากนั้นก็เดินทางสู่โรงแรมทันที ไม่ต้องเสียเวลาเรียกรถและไม่ต้องห่วงว่าจะหลง

จุดเด่นของบริการนี้ที่ทำให้คนจำนวนมากเลือกใช้บริการคือความสะดวกสบาย เพราะไม่ต้องหาเรียกรถให้เหนื่อย มีรถให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เลือกให้เหมาะสมกับจำนวนผู้เดินทางได้ ที่สำคัญยังประหยัดเวลา มีเวลาเหลือเพื่อไปท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมอื่น เหมาะอย่างยิ่งกับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาค่อนข้างจำกัด นี่จึงเป็น Hotel Facility ที่ไม่ควรมองข้าม

3. บริการซักรีดเสื้อผ้า

บริการซักรีดเสื้อผ้าเป็นบริการที่เชื่อว่าคนไม่ได้เดินทางบ่อย ๆ ก็คุ้นชิน เพราะเป็นบริการที่มักพบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะย่านชุมชน หอพัก หรือบ้านจัดสรร โดยบริการนี้เมื่อเรามีเสื้อผ้าที่ต้องซักหรือรีด เราจะไปฝากร้านซักรีดไว้ จากนั้นไปรับตามเวลาที่กำหนด ซึ่งบริการนี้ถูกใจนักเดินทางเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักเดินทางที่ต้องพักอาศัยในโรงแรมหลายวัน เพราะสามารถส่งเสื้อผ้าซักและรีดได้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องขนเสื้อผ้าไปครั้งละมาก ๆ

4. พนักงานบริการ 24 ชั่วโมง

การมีพนักงานคอยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าแขกสามารถเช็กอินได้ตลอด ไม่ว่าจะเดินทางมาถึงโรงแรมกี่โมงก็สามารถรับกุญแจเพื่อเข้าห้องได้ คุณค่าของบริการนี้คือแขกไม่ต้องห่วงว่าเมื่อมาถึงโรงแรมแล้วจะไม่สามารถเข้าห้องพักได้ เพราะมีพนักงานคอยต้อนรับตลอด ทั้งยังไม่ต้องกังวลเมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือต้องการความช่วยเหลือเพราะอย่างน้อยก็ติดต่อพนักงานได้ บริการนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่ง มาตรฐานโรงแรม ที่ต้องมี แขกประทับใจแน่นอน

5. บริการรับฝากกระเป๋าเดินทางหรือสัมภาระ

อีกหนึ่งบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรมที่เชื่อว่านักเดินทางต่างมองหา นั่นคือบริการรับฝากกระเป๋าเดินทางและสัมภาระ โดยบริการนี้ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเสียเวลาเดินทางไปโรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋าจากนั้นจึงค่อยออกมาเที่ยว เพราะจะทำให้เสียเวลา ยิ่งหากเป็น ที่พักกรุงเทพ ยิ่งต้องจัดการเวลาให้ดีเป็นพิเศษ เพราะการเดินทางในเมืองค่อนข้างรถติด แต่บริการนี้จะช่วยให้นักเดินทางจัดการเวลาได้ดียิ่งขึ้น สามารถเลือกได้เลยว่าจะให้กระเป๋าเดินทางไปรออยู่ที่จุดไหน เช่น โรงแรม สนามบิน จากนั้นเมื่อไปถึงก็สามารถรับกระเป๋าได้อย่างง่าย ๆ 

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดจากบริการนี้แน่นอนว่าคือความสะดวกสบายเพราะไม่ต้องแบกกระเป๋าไปเที่ยวทุกที่ ประหยัดเวลาเพราะไม่ต้องรีบนำกระเป๋าไปเก็บที่โรงแรม เมื่อเช็กเอาท์จากโรงแรมก็สามารถเก็บแลนด์มาร์กที่อยากไปได้อีก โดยให้รถรับส่งนำกระเป๋าไปรอที่สนามบินก่อน เพียงเท่านี้ก็เที่ยวอย่างสบายใจหายห่วง

แม้ว่าการให้บริการอันยอดเยี่ยมของพนักงาน โรงแรมจะมีความสำคัญมากเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่แขกให้ความสำคัญไม่แพ้กันในการตัดสินใจเลือกโรงแรมหรือที่พักคือบริการสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นบริการไกด์นำเที่ยว บริการรถรับส่ง บริการซักรีด บริการพนักงานตลอด 24 ชั่วโมง และบริการรับฝากกระเป๋า สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เพิ่มคุณค่าของโรงแรม มีส่วนอย่างยิ่งในการทำให้นักเดินทางตัดสินใจง่ายขึ้นในการเข้าพักโรงแรมนั้น ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มักมองหาความสะดวกสบาย มีเวลาค่อนข้างจำกัด และต้องการตักตวงความสุขจากการท่องเที่ยวแบบเต็มอิ่ม 

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

ที่มาข้อมูล

10 Facility ของ โรงแรม ที่สร้างความสุขให้แก่แขกผู้มาพัก

ทุกครั้งที่ตัดสินใจเข้าพักใน โรงแรม สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม หรือ Hotel Facilities เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเข้าพัก เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักและบริเวณโรงแรมเป็นสิ่งสำคัญให้การดึงดูดผู้เข้าพัก ทำให้ได้รับความสะดวกสบายเสมือนอยู่กับบ้านของตัวเอง สร้างบรรยากาศดี ๆ ทำให้ผู้เข้าพักมีความประทับใจกับประสบการณ์ที่่น่าจดจำ รู้สึกถึงความอบอุ่นและเป็นมิตร ซึ่งเป็นเหตุผลที่เลือกจะกลับมาใช้บริการสถานที่นั้นในครั้งต่อไป

เวลาค้นหาสถานที่พัก โรงแรมในกรุงเทพ หลาย ๆ คนไม่ได้เจาะจงทำเลเท่านั้น แต่สิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องการยังเป็นตัวเลือกสำคัญที่ช่วยให้แขกผ่อนคลายและได้รับความสะดวกสบายระหว่างเข้าพักด้วย แนะนำบริการในโรงแรม ที่ผู้เข้าพักนิยม มีอะไรบ้างมาติดตามกัน

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

1.ห้องซาวน่า

ผู้เข้าพักหลายคนอยากให้โรงแรมมีห้องซาวน่าสารพัดประโยชน์ ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตดียิ่งขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย พร้อมผ่อนคลายกล้ามเนื้อและคลายความเครียด อบซาวน่าเป็นการอบแห้งโดยใช้ความอุณหภูมิความร้อนที่สูงประมาณ 60-80 องศาเซลเซียสช่วยให้รูขุมขนกระชับและหน้าใสปิ๊ง อบร้อนแล้ว ไปนวดคลายเส้นต่อ อบร้อน 10-15 นาที แล้วสลับน้ำเย็น 3 นาที ผิวหนังอ่อนนุ่มและชุ่มชื้น ทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายจากความเครียดด้วย ถือว่าได้ผลดีมากทีเดียว

2.ห้องนวด

ร้านนวดสปาในโรงแรมเป็นบริการ มาตรฐานโรงแรม ระดับหรู ให้บริการบำบัดทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งปรนนิบัติฟื้้นฟูร่างกายทำให้การไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่งและผิวอ่อนเยาว์มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังกระชับเต่งตึงมากขึ้น นอกจากนี้การนวดสปายังรีเฟรชระบบประสาท ผ่อนคลายความเครียดและคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งตึง ผ่อนคลายได้ทั้งทุกส่วนตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า การทำสปาจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้รู้สึกดี นอนหลับสบาย และสดชื่นขึ้นด้วย

3.โรงหนัง

โรงแรมสไตล์โรงหนังคือมีโรงหนังให้ดูด้วย เป็นคาแรกเตอร์ของโรงแรมยุคใหม่ที่ถูกใจผู้เข้าพัก เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ของที่พักรูปแบบใหม่ที่โรงหนังระดับไฮเอนด์ให้รับชม ถือเป็นบริการที่ได้รับความนิยมในจีนและกำลังขยายความแพร่หลายออกไปในหลายประเทศ ทำให้มีกิจกรรมทำสำหรับคนที่ไม่ชอบเข้าฟิตเนส, สปา หรือกิจกรรมกีฬาอื่น ๆ นับเป็นอีกกลวิธีการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้อุตสาหกรรมโรงแรมที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้เข้าพักที่มากขึ้น

4.ฟิตเนส

โรงแรมระดับหรูหลายต่อหลายแห่งในกรุงเทพฯ มีบริการฟิตเนสภายในโรงแรม นับเป็น Hotel Facilityหรือสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่จัดเตรียมไว้บริการลูกค้า มีทั้งอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อ หรืออุปกรณ์โยคะ ได้ออกกำลังกายในบรรยากาศที่ผ่อนคลายอารมณ์ พร้อมเทรนเนอร์มืออาชีพที่เข้ามาช่วยเหลือแขกผู้เข้าพักโดยไม่ต้องเสียค่าจ่ายเพิ่มเติม เรียกว่าฟรีตลอดการเข้าพัก และตลอดช่วงเวลาที่ฟิตเนสภายในโรงแรมเปิดให้บริการ

5.สระว่ายน้ำ

โรงแรมที่พักหรูหรามีระดับมักจะมีสระว่ายน้ำ ตอบโจทย์ผู้เข้าพักที่ชื่นชอบการว่ายน้ำ ได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ใจกลางกรุง บริเวณสระว่ายน้ำจะมีโซฟานั่งเล่นและเก้าอี้อาบแดดด้วย บริการเครื่องดื่มจากบาร์และอาหารว่าง สระว่ายน้ำบางแห่งออกแบบอย่างสวยงามกลายเป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมหรือรีสอร์ทแห่งนั้นด้วย ไม่เพียงถูกใจคนชอบว่ายน้ำเท่านั้้น แต่ยังสร้างความพอใจให้คนที่ชอบฝึกโยคะ นั่งสมาธิ หรือผ่อนคลายนั่ง ๆ นอน ๆ จิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ริมสระว่ายน้ำอีกด้วย

6.บาร์ดาดฟ้า

รูฟท็อปบาร์ในกรุงเทพมีอยู่หลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารกลางแจ้งและสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ตั้งอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรมหรู เรียกว่าเป็นสถานบันเทิงระดับรูฟท็อปก็ได้ นักท่องเที่ยวที่เข้าพักโรงแรมจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศดี ๆ อาหารและค็อกเทลแสนอร่อย พร้อมกับชมทิวทัศน์ท้องฟ้าในกรุงเทพฯ ไปพร้อมกัน โรมแรมหรูบางแห่งเป็นตึกสูง ถ้ามองจากรูปท็อปบาร์ลงมาจะเป็นวิวเมือง หรือถ้าโรงแรมติดแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะเห็นพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าในเวลาเย็นด้วย

7.Coffee shop

สำหรับคอกาแฟที่มองหากาแฟดี ๆ นั่งจิบชากินขนมอร่อย ๆ ใน โรงแรมร้านประเภท Coffee shop หรือคาเฟ่บรรยากาศสบายในโรงแรม จะมีบริการในโรงแรมระดับหรูหรา เหมาะกับการจิบชา, กาแฟ นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศและอร่อยกับอาหารว่างที่นำมาเสิร์ฟด้วย

8.บริการอินเทอร์เน็ต Wi-fi 

นตัวโรงแรมเพียบพร้อมด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรม ระดับมาตรฐาน บริการฟรีระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (Wi-Fi) ทั่วบริเวณห้องนอนและพื้นที่โรงแรมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกค้า โดยเฉพาะนักธุรกิจที่เข้าพักเพื่อการพักผ่อนและติดต่อธุรกิจไปด้วย เรียกว่าเป็นตัวเลือกแรกในการจองที่พักเลยก็ว่าได้ ทั้งยังเหมาะสำหรับคนทำงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศเช่นกัน

9.สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กและรองรับสัตว์เลี้ยง

ทุกวันนี้มีผู้เข้าพักแบบเที่ยวทั้งครอบครัวมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องรวมถึงเด็กและสัตว์เลี้ยงด้วย มีที่พักหลายแห่งอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ภายในห้องพักจึงเสนอทางเลือกเป็นเตียงเด็กอ่อนหรือเก้าอี้สูงสำหรับเด็ก มีผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ทำความสะอาดสำรอง ที่พักใกล้กรุงเทพฯ หลายแห่งยินยอมให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ วันหยุดนี้จะได้ไปเที่ยวพร้อมหน้ากันทั้งบ้านโดยมีเพื่อนรักสี่ขาร่วมทริปเที่ยวด้วยกัน เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าพักได้รับประสบการณ์แสนวิเศษและใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุดได้อย่างเต็มที่

10.บริการรับฝากและส่งกระเป๋าเดินทาง

การฝากและจัดส่งกระเป๋าเดินทางให้ผู้เข้าพักช่วยให้ทริปท่องเที่ยวสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโรงแรม ที่พักกรุงเทพ กับบริษัทบริการส่งกระเป๋าและขนส่งสัมภาระทั่วไทย เพื่อไม่ให้กระเป๋าเดินทางใบใหญ่เกะกะทำลายความสนุกของการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งยังเสี่ยงกระเป๋าเดินทางหาย ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง หากมีบริการส่งกระเป๋าและสัมภาระจะช่วยให้ท่องเที่ยวได้อย่างสนุกและสะดวกสบาย

สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของบริการ Hotel Facilityช่วยให้แขกที่มาพักเพลิดเพลินใจไปกับบริการของโรงแรมในวันพักผ่อน ตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์และดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากยิ่งขึ้น

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

ที่มาข้อมูล

  • https://th.airbnb.com/resources/hosting-homes/a/the-amenities-guests-want-25
  • https://hotelknowledges.blogspot.com/2017/01/facilities.html
  • https://www.hotelsup.co/blog/facilities_inhotel/#:~:text=ในส่วนนี้จะเป็น,ว่ายน้ำ%20ห้องอาหาร-
  • https://www.checkinchill.com/content/โรงแรมหรู-กรุงเทพ/

Boarding Pass คืออะไร สำคัญอย่างไรเมื่อเรามีเที่ยวบิน

Boarding Pass คือ กระดาษใบยาวๆ ที่เราได้รับหลังทำการเช็กอิน (check-in) เมื่อไปถึงสนามบิน มีใครเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าคืออะไรกันแน่ ทำไมเวลาเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ต้องใช้ Boarding Pass อยู่เสมอ และที่สำคัญ คือ ทุกคนจะทำ Boarding Pass หาย ไม่ได้นะ ไม่งั้นไม่ได้ขึ้นเครื่องแน่ๆ

Boarding Pass คืออะไร

Boarding Pass คือ เอกสารสำคัญที่ควรถือไว้คู่กับหนังสือเดินทาง (Passport) เพราะเป็นเอกสารที่มีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการบิน จึงมีไว้สำหรับยืนยันตัวตนของเราหลายระหว่างบิน โดยตัว Boarding Pass จะประกอบด้วยข้อมูลสำคัญของเรา ไม่ว่าจะเป็นชื่อ-นามสกุล หมายเลขเที่ยวบิน เวลาขึ้นเครื่อง เวลาถึงปลายทาง ประตูทางออกขึ้นเครื่อง ชั้นที่นั่งโดยสาร และเลขที่นั่งโดยสาร

จริงๆ แล้วถ้าเราทำ Boarding Pass หาย ไม่ใช่แค่เราจะไม่ได้ขึ้นเครื่อง แต่ยังเกิดความเสี่ยงต่างๆ ตามมาจากข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล เพราะ Boarding Pass นั้นมีบาร์โค้ดที่สามารถสแกนเข้าไปดูข้อมูลอื่นๆ ของเราได้เทียบเท่ากับตัวเล่ม Passport เลยนะ ดังนั้น เมื่อได้ Boarding Pass มาแล้ว ต้องรักษาไว้ให้ดี อย่าทำหาย หรือ ถ่ายรูปโพสต์ลงบนโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นอันขาด

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

Boarding Pass คืออะไร

passport

เมื่อเราไปถึงสนามบินแล้ว เราไม่สามารถขึ้นเครื่องบินได้ในทันที สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันเลย คือ การเช็กอิน (check-in) หรือ การลงทะเบียนยืนยันการเดินทาง ซึ่งปกติแล้วทางสายการบินจะมีเคาน์เตอร์เตรียมไว้รอรับเราอยู่ใกล้ๆ กับประตูทางเข้าอยู่แล้ว พอทำการเช็กอิน (check-in) เสร็จ ทุกคนจะได้รับกระดาษสีขาวใบยาวๆ ที่ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางในเที่ยวบินนี้ของเรามา เจ้ากระดาษใบนี้แหละ คือ “Boarding Pass”

  • การเช็กอิน (check-in) แบบอัตโนมัติด้วยตัวเอง ผ่านเครื่อง kiosk ตามจุดที่สนามบินเตรียมเอาไว้ให้ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยลักษณะของตู้ประเภทนี้จะคล้ายๆ กับตู้ ATM เราสามารถตอบคำถามต่างๆ ที่ตู้นี้ถามให้ครบ เช่น ชื่อ-สกุลอะไร นั่งตรงไหน สายการบินอะไร ถ้าตอบถูกหมด ก็จะได้รับ “Boarding Pass” เช่นเดียวกัน
  • บางสายการบินก็มีบริการเช็กอินออนไลน์ (online-check-in) ผ่านเว็บไซต์ โดยเราสามารถทำการเช็กอินได้ภายระยะเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนเครื่องออก ซึ่งการเช็กอินประเภทนี้ เราจะได้ “Boarding Pass” ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถกดบันทึกไว้เป็นไฟล์รูปภาพภายในโทรศัพท์มือถือได้ วิธีนี้จะเป็นวิธีที่สะดวกสบายมากที่สุด แถมยังช่วยรักษ์โลกผ่านการลดปริมาณการใช้กระดาษได้อีกด้วย

ข้อมูลใน Boarding Pass

ไม่ว่าเราจะทำการเช็กอินแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นการเช็กอินหน้าเคาเตอร์ เช็กอินผ่านตู้ kiosk หรือเช็กอินผ่านช่องทางออนไลน์ Boarding Pass ที่ได้รับมา คือ Boarding Pass เดียวกัน สามารถใช้เป็นเอกสารในการขอขึ้นเครื่องบินได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระดาษสีขาวทรงแนวนอนแบบยาว หรือเป็นภาพไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะ Boarding Pass ที่เราได้รับมาจะมีข้อมูลสำคัญของตัวเรา ดังนี้

boarding pass

1.ชื่อ-นามสกุล ผู้โดยสาร

สำหรับชื่อ-นามสกุลของผู้โดยสารที่ปรากฎอยู่บน Boarding Pass นั้น อาจจะดูแปลกตาสำหรับคนไทย เพราะอย่างแรกเลย
คือ ชื่อ-นามสกุลผู้โดยสารที่ปรากฎอยู่บน Boarding Pass จะพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ และอย่างที่สอง คือ ชื่อ-นามสกุลบน Boarding Pass จะมีการสลับตำแหน่งกัน คือ นามสกุลจะปรากฎอยู่ข้างหน้า ส่วนชื่อจะอยู่ด้านหลังนามสกุลอีกที เช่น ถ้าคุณชื่อ Michel Jackson ชื่อ-นามสกุลที่ปรากฎอยู่บน Boarding Pass ของคุณ คือ Jackson Michel

โดยเราต้องตรวจทานให้ดีว่าชื่อ-นามสกุลของเรา มีการสะกดที่เหมือนกับชื่อ-นามสกุลที่ปรากฎอยู่บนหนังสือเดินทาง (Passport) หรือไม่ เพราะถ้าหากมีตัวอักษรสะกดแตกต่างกันแม้แต่ตัวเดียว เราก็อาจจะถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องบินได้ และสำหรับใครที่ขึ้นเที่ยวบินภายในประเทศ อาจใช้บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารยืนยันตัวตนแทนหนังสือเดินทาง (Passport) ได้เช่นกัน

2. หมายเลขเที่ยวบิน

ในส่วนของหมายเลขเที่ยวบินนั้น จะเป็นโค้ดตัวอักษรภาษาอังกฤษจำนวน 2 ตัว ตามด้วยตัวเลขอีก 3-4 หลักต่อท้าย ทุกคนจึงควรจำตัวอักษร 2 หลักแรกบน Boarding Pass ให้ดี เพราะตัวอักษรนั้น คือ รหัสที่จะบอกสายการบินที่ต้องขึ้น เช่น AK1234 ตัวอักษร AK ที่ปรากฎอยู่ด้านหน้า จะบอกให้รู้ว่าเที่ยวบินที่ต้องขึ้นเป็นเที่ยวบินของสายการบินใด ซึ่งแต่ละสายการบินจะมีรหัสตัวอักษรนำคู่ที่แตกต่างออกไป

3. เวลาขึ้นเครื่อง

สำหรับใครที่ได้รับ Boarding Pass มาแล้ว จะเห็นตัวเลข 3-4 หลัก ที่เขียนติดกันเอาไว้ โดยมีตัวอักษร A หรือ P ต่อท้าย มักปรากฎอยู่บริเวณที่ส่วนกลางของขอบกระดาษ เช่น 300A หรือ 1010P โดยเจ้าตัวโค้ด A หรือ P นี้ คือ ตัวเลขบอกเวลาขึ้นเครื่อง โดย 300A หมายถึง เวลา ตี 3 ส่วน 1010P หมายถึง เวลา 4 ทุ่ม 10 นาที

  • ตัวอักษร A นั้น ย่อมาจากคำว่า AM (Ante Meridiem) หมายถึง เวลา 12 ชั่วโมงหลังเที่ยงคืน
  • ตัว P นั้น ย่อมาจากคำว่า PM (Post Meridiem) หมายถึง เวลา 12 ชั่วโมงหลังเที่ยงวัน

นอกจากนี้ เราควรเผื่อเวลาก่อนขึ้นเครื่องสักเล็กน้อย หากเวลาขึ้นเครื่องบน Boarding Pass คือ 1130A หรือ 11 โมงครึ่ง เราก็ควรจะไปรอที่เกต (Gate) ตั้งแต่ 10 โมงครึ่ง หรือหากมาสาย ถ่ายรูป กินข้าว ช็อปปิงเพลินไปหน่อย ก็ควรมาถึงเกตอย่างช้าสุดตอน 11 โมงเช้า ไม่งั้นอาจตกเครื่องได้ เพราะไม่ใช่ว่ามาถึงเกตแล้วจะได้ขึ้นเครื่องทันที พี่ๆ แอร์โฮสเตสและสจ๊วต เขาจะเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องตามโซนและคลาสของที่นั่ง หากเราไปผิดเวลา อาจจะทำให้เกิดความล่าช้าได้

check in
  • โดยผู้โดยสารชั้น First Class และ Business Class จะได้ขึ้นเครื่องก่อน
  • ผู้โดยสารขึ้น Economy Class โดยจะเรียกขึ้นเครื่องตามโซนที่นั่ง ซึ่งใครได้ที่นั่งเข้าออกยากๆ บริเวณตรงกลางด้านหลัง ก็มักจะถูกเรียกให้ขึ้นเครื่องก่อน

พูดง่ายๆ คือ หากเราไม่อยากมีปัญหาในการเดินทาง จนต้องมาลุ้นว่าจะขึ้นเครื่องทันก่อนเครื่องออกหรือไม่ ให้ดูเวลาขึ้นเครื่องใน Boarding Pass ให้ดี คือ เวลาเครื่องออกเท่าไหร่ ควรไปรอที่เกตก่อนหน้าเวลาที่ปรากฎสัก 30-60 นาที ซึ่งเวลาที่เขียนอยู่บน Boarding Pass คือ เวลาท้องถิ่นที่สนามบินนั้นๆ ตั้งอยู่

4. เวลาถึงปลายทาง

ในส่วนของเวลาถึงปลายทาง คือ เวลาคาดการณ์โดยประมาณที่ครื่องบินจะลงจอดยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งมีหลักการในการเขียนตัวเลขลงใน Boarding Pass เหมือนกันกับการเขียนบอกเวลาขึ้นเครื่อง คือ ตัวเลข 3-4 หลัก แล้วตามด้วยตัวอักษร A หรือ P เช่น 1010A คือ 10 โมงเช้ากับอีก 10 นาที นั่นเอง

นอกจากนี้ เราควรปรับนาฬิกาให้เวลาตรงตามเวลาท้องถิ่นของปลายทางนั้นๆ โดยสามารถดูเวลาจาก Time Zone สากลได้ เช่น เมืองไทยมีรหัสโซนเวลาเป็น GMT+7:00 BKK นั่นหมายความว่า โซนเวลาของประเทศไทย ที่มีเมืองหลวง คือ กรุงเทพมหานครนั้น จะมีเวลาเร็วกว่าโซนเวลามาตรฐาน คือ เมืองกรีนิชประเทศอังกฤษ (Greenwich Mean Time) อยู่ 7 ชั่วโมง หากเราเดินทางไปจากเมืองไทยไปถึงประเทศอังกฤษ ก็ต้องปรับเวลาให้เร็วขึ้น 7 ชั่วโมง เช่น เวลาเครื่องลงจอดที่อังกฤษ นาฬิกาเราบอกเวลา 10 โมงเช้า เราก็ต้องปรับลดเวลาลง 7 ชั่วโมง ให้เป็นเวลา ตี 3 แทน

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

5. ประตูทางออกขึ้นเครื่อง

อีกสิ่งสำคัญที่ Boarding Pass สามารถบอกเราได้ คือ ประตูทางออกขึ้นเครื่อง หรือ Gate นั่นเอง เพราะเครื่องบินโดยสารนั้นมีขนาดที่ใหญ่ ทำให้มีประตูทางออกขึ้นเครื่อง หรือ Gate หลายประตู แยกตามโซนและคลาสที่นั่ง เมื่อเราได้ Boarding Pass มาแล้ว ก็ต้องตรวจดูว่า เราได้ขึ้นเครื่องบินที่ประตูทางออกขึ้นเครื่อง หรือ Gate ไหน และจำหมายเลข Gate เอาไว้ให้ดี แต่บางครั้งอาจมีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ด้านบน คล้ายกับโซนของที่จอดรถ เช่น Gate B12 เป็นต้น

6. เลขที่นั่งโดยสาร

Boarding Pass คือ สิ่งที่สามารถบอกเลขที่นั่งโดยสารของเราได้ โดยมีเลขบอกแถวและที่นั่ง จะมีลักษณะคล้ายเลขที่นั่งเวลาไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ ซึ่งเราต้องดูที่ตัวอักษรภาษาอังกฤษในหลักแรกก่อน ว่าเราได้นั่งแถวไหน และตามปกติแล้ว แถวหน้าสุดจะเป็นรหัส A แถวที่ 2 เป็น B แถวที่ 3 เป็น C เรียงตามลำดับ A-Z แล้วหลังจากนั้น ค่อยดูเลขที่นั่งต่อท้าย ว่าเราได้เลขที่นั่งอะไร โดยจะนับ 1 ที่ตำแหน่งซ้ายสุด เช่น A1 คือ ที่นั่งแถวหน้าสุด ติดริมหน้าต่างฝั่งซ้ายของตัวเครื่องบิน

7. ชั้นที่นั่งโดยสาร

สำหรับชั้นที่นั่งโดยสาร จะมีโค้ดเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษต่อท้ายเลขที่นั่ง ซึ่งเป็นตัวอักษรแบ่งเอาไว้ตามหลักสากลให้ดูบน Boarding Pass เหมือนกันทุกสายการบิน คือ รหัส P J และ Yโดยรหัสทั้ง 3 มีความหมายดังต่อไปนี้

  • P หมายถึง First Class
  • J หมายถึง Business Class
  • Y หมายถึง Economy Class

ยกตัวอย่างเช่น Boarding Pass ระบุว่าคุณได้ที่นั่ง A1Y คือ คุณได้นั่งที่นั่งชั้นประหยัด (Economy Class) แถวแรก ติดหน้าต่างด้านซ้ายสุดนั่นเอง

boarding pass ทำอะไรได้บ้าง

Boarding Pass ทำอะไรได้บ้าง

อย่างที่กล่าวไป Boarding Pass คือ เอกสารที่สำคัญที่สุดแล้วในการเดินทางโดยเครื่องบิน ดังนั้น คุณต้องระวังไม่ให้ Boarding Pass หาย เพราะคุณต้องใช้ Boarding Pass เป็นเอกสารประกอบการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนระหว่างที่อยู่ในสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างการตรวจสอบ และโหลดกระเป๋า การโชว์ให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูทางออกขึ้นเครื่องดู และโชว์ให้พนักงานต้อนรับดูตอนหาที่นั่ง

ตรวจสอบและโหลดกระเป๋า

การโหลดกระเป๋า

สำหรับใครที่ถึงสนามบินเร็ว และอยากเดินช็อปปิงสินค้าปลอดภาษีในสนามบินระหว่างรอขึ้นเครื่อง แต่ไม่อยากลากกระเป๋าไปมาให้พะรุงพะรัง สามารถนำกระเป๋าฝากกับ AIRPORTELs ก่อนได้ พอถึงเวลาค่อยกลับมานำกระเป๋าไปโหลดทีหลัง โดยใช้ Boarding Pass เป็นเอกสารในการยืนยันตัวตนว่าเราคือผู้โดยสารคนเดียวกับคนที่ได้เช็กอินไปก่อนหน้านี้ ของที่โหลดเพิ่มจะได้เอาไปรวมกับของเก่าที่โหลดเอาไว้ก่อนหน้าได้ถูกคน

โดยหลายคนเลือกที่จะมาช็อปปิงสินค้าในสนามบินกันค่อนข้างมาก เพราะนอกจากราคาจะถูกกว่าตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปแล้ว ยังสามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ฟรี เพิ่มเติมจากน้ำหนักมาตรฐานที่สายการบินแจ้ง หรือผู้โดยสารได้ซื้อน้ำหนักเอาไว้

โชว์ให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูทางออกขึ้นเครื่องดู

เราจำเป็นต้องแสดง Boarding Pass โชว์ให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูทางออกขึ้นเครื่องดู เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนว่าเราคือผู้โดยสารของสายการบินนั้นๆ และเราขึ้นเครื่องบินถูก Gate เพราะอย่างที่บอกไว้ข้างต้น ว่าเครื่องบินโดยสารนั้นมีขนาดใหญ๋ และมีหลาย Gate หากขึ้นผิด Gate จะสร้างความลำบากให้กับเรา รวมถึงแอร์โฮสเตส และสจ๊วตบนเครื่องบินเวลาต้องหาที่นั่ง อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่าเราเป็นผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วเครื่องบินมาอย่างถูกต้อง

โชว์ให้พนักงานต้อนรับดู

สาเหตุสำคัญที่ต้องโชว์ Boarding Pass ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องดูอีกรอบ คือ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ให้จัดหาที่นั่งให้เราได้อย่างสะดวก และจะได้มีหลักฐานยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของที่นั่งนั้นๆ หากมีคนอื่นมานั่งที่นั่งของเราบนเครื่องบิน

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

Boarding Pass คือ เอกสารที่สำคัญที่สุดในการเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะมีข้อมูลสำคัญต่างๆ มากมาย ทั้งชื่อ-นามสกุล หมายเลขเที่ยวบิน เวลาขึ้นเครื่อง เวลาถึงปลายทาง ประตูทางออกขึ้นเครื่อง เลขที่นั่ง และชั้นโดยสาร แถมยังมีบาร์โค้ดที่สามารถเข้าไปแก้ไขชื่อ-นามสกุล และเที่ยวบินต่างๆ แบบออนไลน์ได้ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อมูลที่ทางเรานำมาฝาก ว่า Boarding Pass มีความสำคัญมากแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านไปสนามบิน อย่าลืมเช็คกันน้า และทุกคนต้องเก็บรักษา และห้ามทำ Boarding Pass หาย ตลอดจนห้ามโพสต์ข้อมูลบน Boarding Pass ลงบนโซเชียลเป็นอันขาด

อ่านเพิ่มเติม

รู้ไว้กันพลาด!! ขนาดกระเป๋าที่โหลดขึ้นเครื่องพร้อมค่าโหลด 2023

เมื่อจำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบิน ไม่ว่าเป็น เที่ยวบินภายในประเทศหรือเที่ยวบินระหว่างประเทศ “กระเป๋าสัมภาระ” ถือเป็นอีกหนึ่งเพื่อนร่วมทางที่ทุกคนต้องนำไปด้วยเสมอ แม้เคยเดินทางบ่อยหรือเพิ่งขึ้นเครื่องบินครั้งแรก หลายๆ คนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักกระเป๋า ค่าใช้จ่ายในการโหลดกระเป๋าหรือแม้แต่ขนาดของกระเป๋า

บทความนี้ ได้รวบรวมคำตอบเกี่ยวกับการนำกระเป๋าขึ้นเครื่องและการโหลดกระเป๋าไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ขนาดกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง จำนวนกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง และอัตราค่าโหลดกระเป๋าแต่ละสายการบิน เช่น การบินไทย นกแอร์ แอร์เอเชีย ไทยเวียตเจ็ท และไลอ้อนแอร์

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

ขนาดไซส์ทั่วไปของกระเป๋าเดินทางแบบล้อลาก 

แม้ว่าสายการบินต่างๆ มีรายละเอียดของข้อกำหนดหรือนโยบายเกี่ยวกับการสัมภาระที่ถือขึ้นเครื่องและโหลดขึ้นเครื่องที่แตกต่างกันอยู่บ้าง

แต่กระเป๋าล้อลากบางขนาดสามารถโหลดขึ้นเครื่องได้เพียงอย่างเดียว เพราะมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของช่องสัมภาระเหนือศีรษะในห้องโดยสาร ทั้งนี้ ในท้องตลาดยังมีกระเป๋าให้เลือกซื้อหลายขนาด เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน ขนาดกระเป๋าขึ้นเครื่องจึงมีดังนี้  

ขนาดกระเป๋าขึ้นเครื่อง

1. กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 16 นิ้ว

กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 16 นิ้ว เป็นขนาดกระเป๋าที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ โดยส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างประมาณ 24×41 เซนติเมตร มีความสูงไม่รวมที่จับลากประมาณ 43 เซนติเมตร

  • เป็นไซส์กระเป๋าที่เหมาะกับทริปเดินทางประมาณ 1-2 วัน 

2. กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 18 นิ้ว

กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 18 นิ้ว เป็นขนาดกระเป๋าที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ โดยส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างประมาณ 24×46 เซนติเมตร มีความสูงไม่รวมที่จับลากประมาณ 46 เซนติเมตร

  • เป็นไซส์กระเป๋าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิด จึงเหมาะกับทริปเดินทางประมาณ 2-3 วัน

3. กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 22 นิ้ว

กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 22 นิ้ว ถือเป็นขนาดของกระเป๋าที่ใหญ่ที่สุด ที่สายการบินต่างๆ ยังอนุญาตให้ถือขึ้นเครื่องและใส่ในช่องสัมภาระเหนือศีรษะในห้องโดยสารได้ โดยส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างประมาณ 23×40 เซนติเมตร มีความสูงไม่รวมที่จับลากประมาณ 55 เซนติเมตร

  • เป็นไซส์กระเป๋าที่เหมาะกับทริปเดินทางประมาณ 2-4 วัน 

4. กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 24 นิ้ว

กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 24 นิ้ว เป็นขนาดกระเป๋าที่ต้องโหลดขึ้นเครื่องแทนการถือ เพราะมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่นโยบายของสายการบินส่วนใหญ่อนุญาต โดยส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างประมาณ 24×45 เซนติเมตร มีความสูงไม่รวมที่จับลากประมาณ 61 เซนติเมตร

  • เป็นไซส์กระเป๋าที่เหมาะกับทริปเดินทางประมาณ 5 วัน – 1 สัปดาห์ 
บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

5. กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 26 นิ้ว

กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 26 นิ้ว เป็นขนาดกระเป๋าที่ต้องโหลดขึ้นเครื่องแทนการถือ โดยส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างประมาณ 27×40 เซนติเมตร มีความสูงไม่รวมที่จับลากประมาณ 67 เซนติเมตร

  • เป็นไซส์กระเป๋าที่เหมาะกับทริปเดินทางตั้งแต่ 1 สัปดาห์ – 10 วัน 

6. กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 28 นิ้ว

กระเป๋าเดินทางมีล้อลากขนาด 28 นิ้ว เป็นขนาดกระเป๋าที่ต้องโหลดขึ้นเครื่อง โดยส่วนใหญ่มีขนาดความกว้างประมาณ 30×46 เซนติเมตร มีความสูงไม่รวมที่จับลากประมาณ 78 เซนติเมตร

  • เป็นไซส์กระเป๋าที่เหมาะกับทริปเดินทางไม่เกิน 2 สัปดาห์

กระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องแบบไหนได้บ้าง

โดยทั่วไป สัมภาระหรือกระเป๋าเดินทางที่สามารถนำขึ้นเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง หรือกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง สามารถใช้ได้ทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย หรือกระเป๋ามีล้อลาก 

นอกจากเรื่องนโยบายในส่วนของน้ำหนักและขนาดกระเป๋าแล้ว บางสายการบินอาจมีการกำหนดจำนวนของสัมภาระร่วมด้วย ซึ่งรายละเอียดของการถือกระเป๋าขึ้นเครื่องและการโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้ 

กระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่อง

1. กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง คือ สัมภาระที่ผู้โดยสารสามารถพกติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ เช่น กระเป๋าถือหรือกระเป๋าเดินทางที่มีล้อลากไซส์ 12-22 นิ้ว ซึ่งต้องเก็บไว้บนช่องใส่กระเป๋าเหนือศีรษะหรือช่องใส่ของด้านหน้าเก้าอี้

โดยมักกำหนดน้ำหนักไว้ไม่เกิน 7 กิโลกรัม ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสายการบิน นอกจากนี้ ต้องไม่มีของต้องห้ามต่างๆ เช่น

  • ของเหลวปริมาณเกิน 50 มิลลิลิตร
  • ของมีคมหรืออาวุธต่างๆ เช่น มีด ปืน หรือกรรไกร
  • สัตว์ที่มีชีวิตหรือซากของสัตว์
  • อาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น ทุเรียน ปลาร้า หรือขนุน
  • เพาว์เวอร์แบงก์ความจุต้องไม่เกิน 20,000 mAh

2. กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage) 

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง คือ กระเป๋าเดินทางที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 24 นิ้วขึ้นไป โดยส่วนใหญ่ การเดินทางภายในประเทศ ไม่เกิน 15 กิโลกรัม ส่วนการเดินทางระหว่างประเทศ ไม่เกิน 20 กิโลกรัม ซึ่งของที่ไม่ควรใส่หรือต้องห้าม มีดังนี้

  • ของต้องห้ามตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ เช่น ของผิดกฎหมาย หรือยารักษาโรคบางชนิด
  • ของมีค่า เช่น แล็ปท็อป เงินสด หรือเครื่องประดับ
  • อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี เช่น บุหรี่ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี หรือเพาว์เวอร์แบงก์
  • อาวุธและวัตถุไวไฟ

ทั้งนี้ ของมีค่าและอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี สามารถถือขึ้นเครื่องได้ โดยเพาว์เวอร์แบงก์ความจุต้องไม่เกิน 32,000 mAh และบุหรี่ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรีความจุไม่เกิน 100Wh ซึ่งไม่อนุญาตให้ชาร์จบนเครื่องบิน

ขนาด น้ำหนัก และค่าโหลดของแต่ละสายการบิน

แต่ละสายการบินมีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับขนาดและน้ำหนักของกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่อง ไปจนถึงมีค่าบริการในการโหลดกระเป๋าที่แตกต่างกันออกไป

ซึ่งผู้ที่ต้องการเดินทางด้วยการโดยสารเครื่องบิน ควรศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อให้ง่ายต่อการเตรียมตัว หมดปัญหาการต้องแกะสัมภาระมาแพ็กใหม่ที่สนามบินหรือต้องซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม 

สำหรับใครที่กำลังจะบินหรือกำลังเปรียบเทียบสายการบินที่ใช้บริการ แต่ละสายการบินมีนโยบายเกี่ยวกับขนาด น้ำหนัก และค่าโหลดสัมภาระ ดังนี้

ขนาด น้ำหนัก และค่าโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่อง

1. การบินไทย (Thai Airway)

การบินไทย (Thai Airway) เป็นสายการบินสัญชาติไทยที่ให้บริการทั้งจุดหมายปลายทางภายในประเทศและต่างประเทศ รวมกว่า 35 ประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมันนี ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

โดยมีท่าอากาศยานหลักอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับนโยบายเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือและโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้

โหลดกระเป๋าการบินไทย

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทย กระเป๋าสัมภาระที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ คือ กระเป๋าสัมภาระจำนวน 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม โดยขนาดของกระเป๋าต้องไม่เกิน 25x45x56 เซนติเมตร รวมความสูงจากล้อ และมือจับ ซึ่งต้องเก็บไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะหรือใต้เบาะนั่งได้

นอกจากนี้ยังสามารถพกสิ่งของเหล่านี้ขึ้นเครื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • กระเป๋าใส่ของมีค่า เช่น กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าใส่เงิน โดยมีขนาดกระเป๋าไม่เกิน 12.5x25x37.5 เซนติเมตร และน้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือแล็ปท็อป
  • ไม้ค้ำยัน ในกรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้ที่ทุพพลภาพ
  • กล้องหรือกล้องส่องทางไกลขนาดเล็ก
  • อาหารเด็กเล็ก

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทย กระเป๋าสัมภาระที่สามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ คือ 

  • ชั้นหนึ่ง ระหว่างประเทศ 50 กิโลกรัม
  • ชั้นธุรกิจ ในประเทศ 40 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 40 กิโลกรัม
  • ชั้นประหยัดพิเศษ  ในประเทศ 30 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 40 กิโลกรัม
  • ชั้นประหยัด  ในประเทศ 20-30 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 20-35 กิโลกรัม

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักสัมภาระเกิน

  • กรณีที่บินภายในประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมคิดเป็นหน่วยบาท โดยคิดเป็น 1.5% ของค่าบัตรโดยสารชั้นประหยัด แบบบินตรงเที่ยวเดียว ปกติสูงสุด หรือประมาณ 55-125 บาทต่อ 1 กิโลกรัม 
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมคิดเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามโซนของประเทศจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทาง โดยค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 12-70 ดอลลาร์สหรัฐ การแปลงค่าเงินขึ้นอยู่กับอัตราการแลกเปลี่ยนในวันนั้นๆ

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม โดยจำเป็นต้องซื้ออย่างน้อย 5 กิโลกรัม และไม่เกิน 50 กิโลกรัม โดยต้องซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

  • กรณีที่บินภายในประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมคิดเป็นหน่วยบาท อยู่ระหว่าง 50-60 บาท
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมคิดเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐ อยู่ระหว่าง 8-56 ดอลลาร์สหรัฐ การแปลงค่าเงินขึ้นอยู่กับอัตราการแลกเปลี่ยนในวันนั้นๆ

2. ไทยสมายล์ (Thai Smile)

ไทยสมายล์ (Thai Smile) เป็นสายการบินสัญชาติไทยที่มีเส้นทางการบินภายในประเทศและจุดหมายปลายทางต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น อินเดีย เวียดนาม ศรีลังกา จีน และมาเลเซีย

โดยมีท่าอากาศยานหลักอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สำหรับนโยบายเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือและโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้

โหลดกระเป๋าไทยสมายล์

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทยสมายล์ กระเป๋าสัมภาระที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ คือ กระเป๋าสัมภาระจำนวน 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม โดยขนาดของกระเป๋าต้องไม่เกิน 25x45x56 เซนติเมตร รวมความสูงจากล้อ และมือจับ ซึ่งต้องเก็บไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะหรือใต้เบาะนั่งได้ 

นอกจากนี้ยังสามารถพกสิ่งของเหล่านี้ขึ้นเครื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • กระเป๋าใส่ของมีค่า เช่น กระเป๋าถือ หรือกระเป๋าใส่เงิน โดยมีขนาดกระเป๋าไม่เกิน 12.5x25x37.5 เซนติเมตร และน้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือแล็ปท็อป
  • ผ้าคลุมไหล่ หรือผ้าห่ม จำนวนไม่เกิน 1 ผืน
  • ร่ม จำนวนไม่เกิน 1 ด้าม
  • กล้องถ่ายภาพหรือกล้องส่องทางไกลขนาดเล็ก จำนวน 1 ตัว
  • หนังสือจำนวนที่เหมาะสม
  • อาหารของเด็กทารกในปริมาณที่เหมาะสม
  • อุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนไหวหรือการเดิน เช่น ไม้ค้ำยัน เก้าอี้วีลแชร์ หรือกายอุปกรณ์เทียม สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้
  • สุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดหรือหูหนวก
  • สินค้าปลอดภาษี ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศ เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือบุหรี่

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทยสมายล์ กระเป๋าสัมภาระที่สามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ คือ

  • ชั้นพรีเมียม  ในประเทศ 30 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 40 กิโลกรัม
  • ชั้นประหยัด  ในประเทศ 20 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 30 กิโลกรัม

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักสัมภาระเกิน

  • กรณีที่บินภายในประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 180 บาท  
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมคิดเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐ บาทไทย หรือรูปีอินเดีย ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทางหรือจุดหมายปลายทาง โดยค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 12-15 ดอลลาร์สหรัฐ 405-540 บาทไทย และ 1400 รูปีอินเดีย

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม โดยจำเป็นต้องซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ซึ่งมีอัตราค่าใช้จ่ายเท่ากันทั้งในกรณีบินภายในประเทศและบินระหว่างประเทศ มีรายละเอียด ดังนี้

  • 5 กิโลกรัม = 600 บาท
  • 10 กิโลกรัม = 900 บาท
  • 15 กิโลกรัม = 1,350 บาท
  • 20 กิโลกรัม = 1,800 บาท
  • 25 กิโลกรัม = 2,250 บาท
  • 30 กิโลกรัม = 2,700 บาท
  • 40 กิโลกรัม = 3,600 บาท 

3. สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways)

บางกอกแอร์เวย์ส (Bangkok Airways) เป็นสายการบินเชิงพาณิชย์ของไทยที่ให้บริการครอบคลุมหลายจังหวัดในประเทศไทย เช่น สุโขทัย ภูเก็ต เชียงใหม่ และตราด

โดยมีท่าอากาศยานหลักในประเทศหลายแห่ง ไม่ว่าเป็น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และท่าอากาศยานสมุย นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางการบินต่างประเทศ เช่น ลาว ฮ่องกง และมัลดีฟส์ อีกด้วย สำหรับนโยบายเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือและโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้

โหลดกระเป๋าบางกอกแอร์

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

ตามนโยบายของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กระเป๋าสัมภาระที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ คือ กระเป๋าสัมภาระจำนวน 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม โดยขนาดของกระเป๋าที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทเครื่องบินที่โดยสาร มีรายละเอียดดังนี้ 

  • ประเภทเครื่องบิน ATR72 ขนาดกระเป๋าขึ้นเครื่องไม่เกิน 23x36x50 เซนติเมตร
  • ประเภทเครื่องบิน Airbus 319 และ Airbus 320 ขนาดกระเป๋าขึ้นเครื่องไม่เกิน 23x36x56 เซนติเมตร

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage)

ตามนโยบายของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กระเป๋าสัมภาระที่สามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ คือ

  • ชั้นธุรกิจบลูริบบิน  น้ำหนักกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง 40 กิโลกรัม
  • ชั้นประหยัด  น้ำหนักกระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง 20 กิโลกรัม

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักสัมภาระเกิน

  • กรณีที่บินภายในประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 180 บาท  
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมคิดเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 11-60 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม โดยจำเป็นต้องซื้อล่วงหน้าก่อนเวลาเดินทางอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

  • กรณีที่บินภายในประเทศ
    • 5 กิโลกรัม = 600 บาท
    • 10 กิโลกรัม = 900 บาท
    • 15 กิโลกรัม = 1,350 บาท
    • 20 กิโลกรัม = 1,800 บาท
    • 25 กิโลกรัม = 2,250 บาท
    • 30 กิโลกรัม = 2,700 บาท
    • 40 กิโลกรัม = 3,600 บาท 
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมคิดเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐ อยู่ระหว่าง 8-48 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งราคามีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเทศต้นทางและจุดหมายปลายทาง โดยต้องซื้อน้ำหนักอย่างน้อย 5 กิโลกรัม

4. นกแอร์ (Nok Air)

นกแอร์ (Nok Air) เป็นสายการบินราคาประหยัดของไทย ให้บริการพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศไทยและภายในทวีปเอเชีย เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย และญี่ปุ่น

โดยมีท่าอากาศยานหลักอยู่ที่สนามบินดอนเมือง สำหรับนโยบายเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือและโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้

โหลดกระเป๋านกแอร์

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

ตามนโยบายของสายการบินนกแอร์ กระเป๋าสัมภาระที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ คือ กระเป๋าสัมภาระจำนวน 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม  โดยขนาดของกระเป๋าต้องไม่เกิน 23x36x56 เซนติเมตร รวมความสูงจากล้อ และมือจับ ซึ่งต้องเก็บไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะหรือใต้เบาะนั่งได้ 

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage)

ตามนโยบายของสายการบินนกแอร์ กระเป๋าสัมภาระที่สามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ แบ่งตามประเภทของบัตรโดยสาร คือ

  • บินเบาๆ (Nok Lite) ไม่มี
  • บินสบาย (Nok X-tra) ในประเทศ 15 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 20 กิโลกรัม
  • บินเพลิดเพลิน (Nok MAX) ในประเทศ 25 กิโลกรัม และระหว่างประเทศ 30 กิโลกรัม
บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักสัมภาระเกิน

  • กรณีที่บินภายในประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 400 บาท  
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 500 บาท

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม โดยมีอัตราแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทของบัตรโดยสาร จุดหมายปลายทาง จำนวนน้ำหนักที่ซื้อเพิ่ม และช่วงเวลาที่ซื้อน้ำหนักเพิ่ม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • กรณีซื้อพร้อมบัตรโดยสาร ภายในประเทศเริ่มต้นที่ 5 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 150 บาท ส่วนระหว่างประเทศเริ่มต้นที่ 5 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 200 บาท
  • กรณีซื้อเพิ่มหลังซื้อบัตรโดยสารแล้ว ภายในประเทศเริ่มต้นที่ 5 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 250 บาท ส่วนระหว่างประเทศเริ่มต้นที่ 5 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท

5. ไทยเวียตเจ็ทแอร์ (Thai Vietjet Air)

ไทยเวียตเจ็ทแอร์ (Thai Vietjet Air) เป็นสายการบินในเครือเวียตเจ็ทแอร์ ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำจากประเทศเวียดนาม โดยเป็นสายการบินที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งภายในประเทศไทยและเมืองสำคัญของประเทศเวียดนาม เช่น เกิ่นเทอ และดานัง นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางบินระหว่างประเทศในแถบเอเชีย อาทิ กัมพูชา สิงคโปร์ และไต้หวัน อีกด้วย

โดยมีท่าอากาศยานหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับนโยบายเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือและโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้

โหลดกระเป๋าเวียตเจ็ทแอร์

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์ กระเป๋าสัมภาระที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ คือ กระเป๋าสัมภาระจำนวน 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม โดยขนาดของกระเป๋าต้องไม่เกิน 23x36x56 เซนติเมตร ซึ่งต้องเก็บไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะหรือใต้เบาะนั่ง 

นอกจากนี้ ผู้โดยสารสามารถนำกระเป๋าถือใบเล็กหรือกระเป๋าแล็ปท็อปอีก 1 ใบขึ้นเครื่องได้

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์  กระเป๋าสัมภาระที่สามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ ต้องมีน้ำหนักรวมไม่เกิน 32 กิโลกรัม และแต่ละชิ้นต้องมีขนาดไม่เกิน 81x119x119 เซนติเมตร 

บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักสัมภาระเกิน

  • กรณีที่บินภายในประเทศ  ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 320 บาท 
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ  ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 450-650 บาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเดินทาง

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม 

  • น้ำหนัก 15 กิโลกรัม ภายในประเทศ 355 บาท และบินระหว่างประเทศ 540-1050 บาท
  • น้ำหนัก 20 กิโลกรัม ภายในประเทศ 395 บาท และบินระหว่างประเทศ 715-1,400 บาท
  • น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ภายในประเทศ 495 บาท และบินระหว่างประเทศ 923-1,650 บาท
  • น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ภายในประเทศ 795 บาท และบินระหว่างประเทศ 1,260-1,980บาท
  • น้ำหนัก 35 กิโลกรัม ภายในประเทศ 955 บาท และบินระหว่างประเทศ 1,512-2,310 บาท
  • น้ำหนัก 40 กิโลกรัม ภายในประเทศ 1,195 บาท และบินระหว่างประเทศ 1,875-2,800 บาท

6. แอร์เอเชีย (Air Asia)

แอร์เอเชีย (Air Asia) เป็นสายการบินข้ามชาติต้นทุนต่ำระหว่างไทยกับมาเลเซีย ให้บริการเส้นทางการบินในหลายจังหวัดของประเทศไทย เช่น ขอนแก่น ตรัง และเชียงใหม่ รวมถึง จุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชียอีกหลายแห่ง เช่น จีน ฮ่องกง และอินเดีย

โดยมีฐานการบินอยู่ทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง สำหรับนโยบายเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือและโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้

โหลดกระเป๋าแอร์เอเชีย

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

ตามนโยบายของสายการบินแอร์เอเชีย สามารถถือกระเป๋าขึ้นเครื่องได้จำนวน 2 ใบ โดยต้องมีน้ำหนักรวมกันไม่เกิน 7 กิโลกรัม ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • กระเป๋าสัมภาระจำนวน 1 ใบ ต้องมีขนาดไม่เกิน 23x36x56 เซนติเมตร และต้องสามารถเก็บในช่องใส่สัมภาษณ์เหนือศีรษะได้
  • กระเป๋าใส่ทรัพย์สินจำนวน 1 ใบ โดยอาจเป็นกระเป๋าถือ กระเป๋าขนาดเล็ก หรือกระเป๋าใส่แล็ปท็อป ที่มีขนาดไม่เกิน 10x30x40 เซนติเมตร และต้องสามารถจัดเก็บไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าได้

ในกรณีของเที่ยวการบินแอร์เอเชียอินเดีย จากจัมมู หรือ ศรีนาการ์ ไม่อนุญาตให้นำกระเป๋าสัมภาระขึ้นเครื่อง เนื่องจากข้อกำหนดการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage)

ตามนโยบายของสายการบินแอร์เอเชีย สามารถโหลดกระเป๋าสัมภาระขึ้นเครื่องได้โดยไม่จำกัดจำนวน แต่น้ำหนักรวมของกระเป๋าสัมภาระต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยแบ่งตามประเภทของบัตรโดยสาร คือ

  • Low Fare ไม่มี
  • Value Pack และ Premium Flex น้ำหนัก 20 กิโลกรัม
  • Premium Flatbed น้ำหนัก 40 กิโลกรัม

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักสัมภาระเกิน 

  • กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง ในกรณีที่น้ำหนักของกระเป๋าเกิน ค่าใช้จ่ายในส่วนของ 15 กิโลกรัมแรก คิดเป็น 1,300 บาท และในกิโลกรัมต่อไปกิโลกรัมละ 455 บาท รวมถึง หากกระเป๋าสัมภาระมีขนาดใบใหญ่กว่าช่องเก็บของเหนือศีรษะ มีค่าใช้จ่าย 2,210 บาท

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม โดยซื้อได้ไม่เกิน 40 กิโลกรัม

  • กรณีซื้อพร้อมบัตรโดยสาร ภายในประเทศเริ่มต้นที่ 15 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 468 บาท ส่วนระหว่างประเทศเริ่มต้นที่ 20 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,368 บาท
  • กรณีซื้อเพิ่มหลังซื้อบัตรโดยสารแล้ว ภายในประเทศเริ่มต้นที่ 15 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 520 บาท ส่วนระหว่างประเทศเริ่มต้นที่ 20 กิโลกรัม โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,533 บาท

7. ไทยไลอ้อนแอร์ (Thai Lion Air)

ไทยไลอ้อนแอร์ (Thai Lion Air) เป็นสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ซึ่งมีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมทั้งภายในประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน เนปาล ไต้หวัน และเวียดนาม

โดยมีฐานการบินอยู่ทั้งท่าอากาศยานดอนเมือง สำหรับนโยบายเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าที่อนุญาตให้ถือและโหลดขึ้นเครื่อง มีดังนี้

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ กระเป๋าสัมภาระที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ คือ กระเป๋าสัมภาระจำนวน 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม โดยขนาดของกระเป๋าต้องไม่เกิน 20x30x40 เซนติเมตร

กระเป๋าโหลดขึ้นเครื่อง (Checked baggage)

ตามนโยบายของสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ กระเป๋าสัมภาระที่สามารถโหลดขึ้นเครื่องได้ คือ

  • กรณีบินภายในประเทศ  จำนวน 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม
  • กรณีบินระหว่างประเทศ  จำนวนไม่เกิน 2 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักสัมภาระเกิน 

  • กรณีที่บินภายในประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 300 บาท  
  • กรณีที่บินระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายต่อกิโลกรัมละ 500 บาท แต่ถ้าเป็นเส้นทางกรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ ราคา 400 บาทต่อ 1 กิโลกรัม 

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม โดยจำเป็นต้องซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ซึ่งซื้อได้ไม่เกิน 45 กิโลกรัม และน้ำหนักสัมภาระแต่ละชิ้นต้องไม่เกิน 32 กิโลกรัม มีอัตราค่าใช้จ่ายเท่ากันทั้งในกรณีบินภายในประเทศและบินระหว่างประเทศ มีรายละเอียด ดังนี้

  • เพิ่ม 5 กิโลกรัม ภายในประเทศ 200 บาท และระหว่างประเทศ 325 บาท
  • เพิ่ม 10 กิโลกรัม ภายในประเทศ 275 บาท และระหว่างประเทศ 475 บาท
  • เพิ่ม 15 กิโลกรัม ภายในประเทศ 375 บาท และระหว่างประเทศ 625 บาท
  • เพิ่ม 20 กิโลกรัม ภายในประเทศ 405 บาท และระหว่างประเทศ 775 บาท
  • เพิ่ม 25 กิโลกรัม ภายในประเทศ 495 บาท และระหว่างประเทศ 1,000 บาท
  • เพิ่ม 30 กิโลกรัม ภายในประเทศ 645 บาท 
  • เพิ่ม 35 กิโลกรัม ภายในประเทศ 795 บาท 

ขึ้นเครื่อง แบบไม่ต้องสนใจเรื่องขนาด น้ำหนัก ทำได้ไหม?

หลังจากที่ได้ทราบเกี่ยวกับข้อจำกัดของน้ำหนักกระเป๋าที่ถือหรือโหลดขึ้นเครื่อง รวมถึง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการโหลดกระเป๋า ในกรณีที่น้ำหนักกระเป๋าเกิน หลายๆ คนอาจสงสัยว่า สามารถเดินทางโดยสารเครื่องบิน แบบไม่ต้องสนใจเรื่องขนาดหรือน้ำหนักของสัมภาระได้ไหม? 

คำตอบ คือ สามารถทำได้ เพราะ AIRPORTELs มีบริการรับฝากกระเป๋าตามจุดต่างๆ และบริการขนส่งสัมภาระไปทั่วประเทศไทย ไม่ว่าเป็น สนามบิน ห้างสรรพสินค้า หรือโรงแรม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ใช้บริการอะไรได้บ้าง

AIRPORTELs พร้อมช่วยอำนวยความสะดวกให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น โดยมีบริการหลักๆ ดังนี้

บริการขนส่งสัมภาระกระเป๋า

บริการขนส่งกระเป๋า

AIRPORTELs ให้บริการขนส่งสัมภาระ ทั้งภายในกรุงเทพฯ และการขนส่งข้ามจังหวัด ไม่ว่าเป็น ท่าอากาศยาน ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่พัก

โดยไม่จำกัดทั้งขนาดและน้ำหนักของสัมภาระ รวมถึง ระยะทางการขนส่ง มีอัตราค่าบริการขนส่งสัมภาระกระเป๋าเริ่มต้นที่ 299 บาท พร้อมระบบติดตามสถานะของสัมภาระ 

บริการฝากของ ฝากกระเป๋า 

บริการฝากกระเป๋า

บริการรับฝากสัมภาระของแอร์พอเทลล์ นั้นครอบคลุมตั้งแต่ กระเป๋าสัมภาระ อุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แล็ปท็อป จักรยาน หรือถุงกอล์ฟ มีอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 100 บาท ต่อสัมภาระ 1 ชิ้น

ซึ่งไม่มีการจำกัดน้ำหนักหรือขนาด โดยมีบริการจุดบริการที่สนามบิน และห้างสรรพสินค้า ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ได้แก่

  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง เปิดให้บริการระหว่างเวลา 06.00 – 24.00 น.
  • เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เปิดให้บริการระหว่างเวลา 10.00 – 22.00 น.
  • เทอร์มินอล 21 อโศก เปิดให้บริการระหว่างเวลา 10.00 – 22.00 น.
  • เทอร์มินอล 21 พัทยา เปิดให้บริการวันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 11.00 – 22.00 น. และวันศุกร์-วันอาทิตย์(วันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 11.00 – 2300 น.
  • เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการระหว่างเวลา 10.00 – 22.00 น.
  • ไอคอนสยาม เปิดให้บริการระหว่างเวลา 10.00 – 22.00 น.
  • มิกซ์จตุจักร เปิดให้บริการวันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 10.00 – 20.00 น. และวันศุกร์-วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 21.00 น.
  • เยาวราช เปิดให้บริการวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 10.00 – 18.00 น. และวันเสาร์ เวลา 10.00 – 14.00 น.

นอกจากนี้ ยังมีบริการรับฝากระยะยาว รับประกันมูลค่าของสูงสุดถึง 50,000 บาทอีกด้วย 

ส่งกระเป๋าดีกว่าการโหลดหรือนำขึ้นเครื่องเองอย่างไร

สำหรับข้อดีของบริการจาก Airportels ที่โดดเด่นกว่าการนำกระเป๋าถือหรือโหลดขึ้นเครื่อง มีด้วยกันมากมาย เช่น

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับแผนการท่องเที่ยว หลายๆ คนจำเป็นต้องนำสัมภาระไปเก็บยังที่พักก่อน ถึงเริ่มการท่องเที่ยวได้ หรือหากบินไฟล์ตดึก หลังจากเช็กเอาต์แล้วไม่สามารถฝากกระเป๋าไว้กับที่พักได้ แต่บริการขนส่งกระเป๋าของ AIRPORTELs สามารถนำสัมภาระไปส่งให้ยังโรงแรม สนามบิน หรือห้างสรรพสินค้าใกล้รถไฟฟ้า BTS 
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องขนาดและน้ำหนักของกระเป๋า แม้ว่าสายการบินต่างๆ มีบริการโหลดกระเป๋าและการซื้อน้ำหนักเพิ่ม แต่ส่วนใหญ่ก็ยังจำกัดน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 40-50 กิโลกรัมต่อคน รวมถึงยังมีการจำกัดขนาดของกระเป๋าที่สามารถใช้ได้อีกด้วย
  • ไม่ต้องแกะและแพ็กสัมภาระใหม่ เนื่องจากสายการบินต่างๆ ได้กำหนดปริมาณของของเหลว เช่น แชมพู ครีมนวดผม หรือน้ำหอม รวมถึง ลิสต์รายการสัมภาระที่ไม่สามารถโหลดได้ แต่จำเป็นต้องถือขึ้นเครื่อง ซึ่งทำให้หลายๆ คนต้องประสบปัญหาการแกะและแพ็กสัมภาระใหม่
บริการขนส่งและฝากกระเป๋า

ก่อนการโดยสารเครื่องบิน ไม่ว่าเป็น การเดินทางท่องเที่ยวภายในและระหว่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับขนาดกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง และอัตราค่าบริการโหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องก่อน เพราะแต่ละสายการบินมีนโยบายสัมภาระที่แตกต่างกันออกไป

ซึ่งช่วยให้ไม่ต้องแกะสัมภาระและแพ็กใหม่ที่สนามบิน หรือเสียเงินเพิ่มเติมในกรณีที่น้ำหนักกระเป๋าเกิน แต่สำหรับใครที่อยากออกทริปภายในประเทศไทย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเกณฑ์สัมภาระและยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับแผนการท่องเที่ยว บริการฝากของและขนส่งสัมภาระของ AIRPORTELs คือคำตอบ

อ่านเพิ่มเติม

เตรียมพร้อมจัดกระเป๋า Check list ของมันต้องมีก่อนไป เที่ยวกระบี่

เตรียมพร้อมจัดกระเป๋า Check list ของมันต้องมีก่อนไป เที่ยวกระบี่

กระบี่,เที่ยวกระบี่

                    กระบี่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ขึ้นชื่อเรื่องหาดทราย ทะเลน้ำใส และยังเป็นที่ตั้งของหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 100 เกาะ การไป เที่ยวกระบี่ นอกจากการไปลงน้ำทะเลสวยๆแล้วยังมีอีกหลายกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่น่าสนใจ ทั้งปีนผา ขึ้นเขา พายเรือคายัค ดูปะการังน้ำตื้น หรือแม้แต่ Paddle Board ถ้าอยากจะทำกิจกรรมทั้งหมดนี้มีอะไรที่ต้องเตรียมพร้อมกันบ้าง สาวๆสายแอดเวนเจอร์ตามมาทางนี้ค่ะ เราจัดลิสต์เตรียมพร้อมสำหรับของมันต้องมีในกระเป๋าก่อนไปเที่ยวกระบี่ ไว้ให้แล้ว

เที่ยวกระบี่…ชมวิวที่วัดถ้ำเสือ

                    เริ่มจากกิจกรรมเบาๆอย่างการเดินขึ้นบันได 1,237 ขั้น ขึ้นเขาไปชมวิวเมืองที่วัดถ้ำเสือ ซึ่งมีโอกาสได้ดูทะเลหมอกจากจุดนี้ด้วย แนะนำให้ขึ้นช่วงเช้า(6โมง) หรือเย็น(4โมง)ไปเลย เพราะนอกนั้นแดดจะทำให้เราทรมานจนไม่อินกับวิวสวยๆแล้ว ขาขึ้นใช้เวลาตั้งแต่ 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับกำลังขาของแต่ละคน ระหว่างทางมีจุดพัก 2 จุด (ห้องน้ำมีแค่ตรงนี้) ส่วนขาลงประมาณ 30 นาที และต้องใช้ความระมัดระวัง

กระบี่,เที่ยวกระบี่,วัดถ้ำเสือ

สิ่งที่ต้องเตรียม:

น้ำดื่ม– สำคัญมาก หน้าทางขึ้นบันไดไปจุดชมวิวจะมีป้ายติดไว้เตือนให้ทุกคนเตรียมน้ำขึ้นไปเพราะทางเป็นบันไดขั้นค่อนข้างสูง ยังไงก็เหนื่อยก่อนขึ้นไปถึงแน่นอน

รองเท้า– รองเท้าแตะอาจจะไม่เหมาะกับกิจกรรมนี้เท่าไหร่ แนะนำเป็นรองเท้าที่การยึดเกาะดี รับน้ำหนักได้ เดินแล้วไม่เจ็บ มีสายรัดพอดีส้นเท้า อย่าลืมว่าขาลงความชันของบันไดจะทำให้คุณก้าวด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม พลาดท่ารองเท้าหลุดกระเด็นล่ะแย่เลย

ปีนผาที่เกาะไรเล่ย์

                     หลายคนอาจจะไปเล่นน้ำที่เกาะไรเล่ย์แล้วเห็นภาพมนุษย์ตัวเล็กๆไต่อยู่ตามหน้าผาแล้วอยากรู้ว่าต้องเป็นใคร โปรแค่ไหนถึงจะทำได้? ไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นเลยค่ะ ถึงเป็นมือใหม่ First time in Railay ก็สามารถทำกิจกรรมนี้ได้ โดยสามารถติดต่อกับเอเจนซี่ในพื้นที่ที่ทำกิจกรรมปีนผาโดยเฉพาะ เขาจะมีครูฝึกที่ผ่านการรับรองมาเป็นผู้ดูแลในกรุ๊ปเล็กๆไม่เกิน 2-4 คน แต่ละรูทก็มีเลเวลแตกต่างกันตั้งแต่ Beginner จนถึง Advance ครูฝึกจะเป็นผู้พิจารณาพาเราไปค่ะ

กระบี่,เที่ยวกระบี่,เกาะไรเล่ย์,ปะการังน้ำตื้น

สิ่งที่ต้องเตรียม:

อุปกรณ์ปีนผา– อุปกรณ์สามารถยืมได้จากเอเจนซี่เลยค่ะ

รองเท้า– ถ้าไม่มีรองเท้าสำหรับเดินทางไกล แนะนำเป็นสนีกเกอร์ที่กระชับกับเท้า เบา มีพื้นยึดเกาะดี แต่ของลิมิเต็ดราคาแพงเก็บไว้ที่บ้านเลยค่ะ(เป็นรอยแน่ๆ) ต้องรุ่นพร้อมลุยเท่านั้น

เสื้อผ้า– ไม่ต้องถึงกับรัดกุมพร้อมเดินทัพ แค่ให้ทะมัดทะแมงพร้อมใส่อุปกรณ์ติดเชือกปีนเขาก็พอค่ะ ถ้าชอบกางเกงขาสั้นก็ให้เป็นแบบพอดีตัวขาไม่บานจะสะดวกที่สุด

พายเรือคายัคที่เกาะห้อง

                    เกาะห้องเป็นเกาะที่มีธรรมชาติงดงามล้อมรอบด้วยหน้าผาชัน น้ำทะเลสีคราม หาดทรายขาว มีกัลปังหาและปะการังรอบเกาะ การจะเข้าไปยังส่วนของ “ห้อง” ตามชื่อของเกาะนั้นมีทางเดียว โดยการพายเรือคายัคที่นี่จะต้องไปพายมาจากทางทะเลเปิดก่อนจะเข้ามาได้

กระบี่,เที่ยวกระบี่,เกาะห้อง,ปะการังน้ำตื้น

สิ่งที่ต้องเตรียม:

อุปกรณ์ชูชีพ– อุปกรณ์จะมาให้กับเรือที่เราเช่าค่ะ ที่หาดจะมีหลายเจ้าให้เลือกเลย

เสื้อผ้า– ควรเป็นชุดพร้อมลงน้ำ อาจจะสวมบิกินี่ หรือชุดว่ายน้ำไว้ด้านในนะคะ เพราะไม่อมน้ำ แห้งง่ายกว่าชุดชั้นในมาก

ครีมกันแดด– สำคัญมากสำหรับสาวๆที่ไม่อยากมานั่งรักษาผิวเสียหลังจบทริป กิจกรรมนี้ตากแดดกันยาวๆแน่นอน แต่เดี๋ยวนี้จะห่วงผิวแล้วไม่แคร์โลกไม่ได้ เรามีครีมกันแดดชนิด reef-safe ที่ไม่ทิ้งสารตกค้างทำลายแนวปะการังมาแนะนำค่ะ (สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่)

Passun (ข้อมูลผลิตภัณฑ์)

                    ครีมกันแดดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมทางทะเลโดยเฉพาะ ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ กันน้ำ เนื้อครีมไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่แสบตา แล้วยังสามารถลงน้ำได้ทันทีไม่ต้องรอด้วย

กันแดด,ครีมกันแดด,ครีมกันแดดแบบกันน้ำ,ครีมกันแดด reef-safe

SPF 50 PA+++

ราคาเริ่มต้นที่ 329฿

Rereef (ข้อมูลผลิตภัณฑ์)

                    กันแดดสูตรน้ำแร่ สำหรับกิจกรรมทางทะเล และทุกๆวัน  กันน้ำ และไม่มีสารที่จะตกค้างเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล รอแอคทีฟ 15 นาที หลังจากทา

กันแดด,ครีมกันแดด,ครีมกันแดดแบบกันน้ำ,ครีมกันแดด reef-safe

SPF 50 PA+++

ราคาเริ่มต้นที่ 349฿

เที่ยวกระบี่…เล่น Paddle Board ที่เขาขนาบน้ำ

                    เจ้า Stand Up Paddle Board นี้ก็เหมือนกับการเอาเซิร์ฟบอร์ดมาลอยบนน้ำนิ่ง แล้วเราก็ขึ้นไปยืนบนนั้น โดยใช้ไม้พายช่วยเคลื่อนที่ เล่นง่ายมากค่ะ เส้นทางจะเริ่มจากท่าน้ำลานปูดำ ไปที่เขาขนาบน้ำ ลงเที่ยวที่ถ้ำแล้วก็พาย Paddle Board กลับมาจุดเดิม

กระบี่,เที่ยวกระบี่,เขาขนาบน้ำ,paddle board,SUP

สิ่งที่ต้องเตรียม:

อุปกรณ์ชูชีพ– อุปกรณ์ทุกอย่างมีเตรียมไว้ให้โดยผู้ให้บริการค่ะ

เสื้อผ้า– ถึงจะบอกว่ากระดาน Paddle Board นั้นพลิกยากถ้าเราไม่เสียสมดุลจริงๆ แต่ก็เตรียมตัวตกน้ำไว้ดีกว่าค่ะ ควรเป็นเสื้อผ้าที่คล่องตัว ไม่หนาอมน้ำและแห้งง่าย มี UV Cut ด้วยก็จะดีมาก

อุปกรณ์กันแดด– นอกจากการทาครีมกันแดดชนิด reef-safe แล้ว อาจจะใส่แว่นตากันแดด หรือหมวกมีปีกร่วมด้วย กิจกรรมนี้ไม่ได้ผาดโผนแต่ต้องอยู่กลางเวิ้งแม่น้ำเป็นเวลานาน

เที่ยวกระบี่…ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น

                     กระบี่มีจุดแนะนำสำหรับลงไปดูปะการังหลายพื้นที่มากๆ และบางจุดก็ตื้นเพียงแค่เรามุดหน้าลงไปในน้ำทะเลเท่านั้นเอง ไม่ต้องถึงขนาดสน็อกเกิ้ลก็สามารถชมกลุ่มปะการังสวยๆได้

กระบี่,เที่ยวกระบี่,ปะการังน้ำตื้น

สิ่งที่ต้องเตรียม:

ครีมกันแดด– อย่าลืมเลือกครีมกันแดดชนิด reef-safe จะได้ไม่ไปทำร้ายธรรมชาติใต้น้ำสวยๆนะคะ

แว่นตาว่ายน้ำ– เนื่องจากเราไม่รู้ว่าจะได้เจอจุดชมปะการังเมื่อไหร่ จึงควรมีแว่นตาว่ายน้ำเก๋ๆสักอันติดกระเป๋าไว้เผื่อเจอกระแสน้ำไม่แรงเรือบางลำจะจอดให้ลงค่ะ เราเลยมีแว่นตาว่ายน้ำแฟชั่นที่เหมาะกับการถ่ายเซลฟี่ และครอบเลนส์กว้างเหมาะสำหรับชมทัศนียภาพมาแนะนำ

                      Speedo รุ่น AQUAPULSE MAX MIRROR                                   Copozz รุ่น Red Goggles

                                                  

                                              

                    มาถึงตรงนี้น่าจะได้แนวทางการ เที่ยวกระบี่ กันพอสมควรนะคะ สำหรับสาวๆสายแอดเวนเจอร์ กระบี่มีกิจกรรมหลากหลายให้เลือกทำจริงๆค่ะ และแต่ละจุดมีความสวยงามต่างกัน ไปเที่ยวที่สวยๆแล้วก็อย่าลืมช่วยกันรักษาให้พื้นที่คงความสวยงามไว้ด้วยนะคะ

                    สุดท้ายแล้ว สำหรับใครที่ไม่อยากวุ่นวายแบกกระเป๋าสัมภาระไปมา เรามีบริการขนส่งจาก

แอร์พอเทลมาแนะนำค่ะ

ราคาและเงื่อนไขการให้บริการ

700 บาท ต่อชิ้น น้ำหนัก  ไม่เกิน 25 กิโลกรัม

น้ำหนักส่วนเกินคิดเพิ่ม 50 ต่อกิโลกรัม

เพิ่ม 100 บาทต่อรายการ         เมื่อขนส่งในวันเสาร์
เพิ่ม 100 บาทต่อรายการ         หากให้ไปรับที่โรงแรม

ส่งกระเป๋าก่อนเวลา 12:00, รับกระเป๋าหลังเวลา (ในวันถัดไป)

*ราคานี้ไม่รวมอุปกรณ์กีฬา

*ให้บริการเฉพาะวันทำการเท่านั้น

จุดเด่น

เป็นวิธีจัดเวลาที่ดี ช่วยให้คุณจัดการแผนการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้งานง่ายผ่านการจองออนไลน์ และรูปแบบอื่นๆ

มั่นใจได้ 100% ว่ากระเป๋าเดินทางของคุณจะถึงจุดหมายโดยปลอดภัย

ประกันความเสียหายสูงสุดที่มูลค่า 100,000 บาท

การตรวจสอบสถานะ และสอบถาม สามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน Facebook, Line, หรือ WeChat พร้อมกับการแจ้งเตือนอัพเดทสถานะผ่าน E-mail

                     แอร์พอเทลล์จะทำการรับกระเป๋าสัมภาระของคุณจากจุดที่ต้องการไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่กรุงเทพฯให้อย่างเรียบร้อย คุณสามารถเดินตัวปลิวไปสนามบิน หรือกลับไปรอรับกระเป๋าที่บ้านได้เลย

บริการขนส่งกระเป๋าของแอร์พอเทลล์ ใช้บริการอย่างไร?

วิธีที่สะดวกที่สุดคือการจองออนไลน์ที่เว็บไซต์ของแอร์พอเทลล์ https://app.airportels.asia/book

หรือ ติดต่อสตาฟฟ์ของแอร์พอเทลส์โดยตรงทางโทรศัพท์ หรือแอปพลิเคชั่นที่สะดวก มีสตาฟฟ์รอให้ความช่วยคุณตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ

โทรศัพท์ : +66 6321-666-99

E-mail: [email protected]