
หากพูดถึง De minimis เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามแรกว่ามันคืออะไร อันที่จริงแล้ว De minimis เกี่ยวข้องอย่างมากกับผู้ประกอบธุรกิจการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหากเป็นผู้ขายที่ส่งสินค้าไปต่างประเทศด้วยแล้ว หากไม่ทราบเรื่องนี้ย่อมเสียผลประโยชน์อย่างมาก ต่อคำถามว่า De minimis คือ อะไร สรุปสั้น ๆ ก็คือ การยกเว้นภาษีนำเข้าประเทศนั้น ๆ เมื่อราคาสินค้าไม่ถึงเกณฑ์กำหนดต้องเสีย
ถึงตรงนี้อาจสงสัยอีกว่าภาษีนำเข้าคืออะไร คงต้องกล่าวว่า ในการที่ประเทศหนึ่ง ส่งสินค้าไปอีกประเทศหนึ่ง พึงเข้าใจก่อนว่าการเสียภาษีจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง 1. ภาษีส่งออก เสียให้กับประเทศต้นทางผู้ผลิต และ 2. ภาษีนำเข้า เสียให้กับประเทศปลายทางผู้นำเข้าสินค้านั้น หากถามต่อไปอีกว่าทำไมต้องเสียภาษี 2 ครั้ง ทั้งนำเข้าและส่งออก ก็เพราะสินค้าบางอย่างเป็นสินค้าที่ผลิตได้ยากมีจำกัด การเสียภาษีส่งออกย่อมเสมือนเสียค่าธรรมเนียมให้รัฐต้นทางประเทศผู้ผลิตได้รับผลประโยชน์บ้าง

ส่วนภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องภาคธุรกิจของประเทศนั้นจากสินค้าประเทศอื่นที่อาจผลิตได้ถูกกว่า ซึ่งหากนำเข้าโดยไม่ควบคุมย่อมกระทบภาคธุรกิจในประเทศตนอย่างแน่นอน จึงต้องมีการเก็บภาษี หรือที่มักได้ยินเสมอว่า กำแพงภาษี
เมื่อกล่าวถึงกำแพงภาษี สิ่งที่ตรงข้ามก็คือ De minimis นั่นเอง ถึงตรงนี้น่าจะพอเห็นภาพได้บ้างแล้วว่า De minimis คือ อะไร ประเด็นต่อไป ทำไมต้อง De minimis และ De minimis มีประโยชน์อย่างไร ตามที่กล่าวข้างต้น ปกติแล้วในการส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ นอกจากต้องเสียภาษีเพื่อการส่งออกประเทศต้นทางแล้ว ยังต้องเสียภาษีเพื่อการนำเข้าในประเทศนั้น ๆ ด้วย แต่ด้วย De minimis เราสามารถขอยกเว้นภาษีเพื่อการนำเข้าประเทศนั้น ๆ ได้ หากมูลค่าสินค้าของเราที่ส่งไปนั้นไม่ถึงเกณฑ์กำหนดที่ต้องเสีย

ตัวอย่าง นาย A ผู้ขายในประเทศไทยส่งสินค้ามูลค่า 20,000 บาท หรือประมาณ 606 ดอลลาร์ ไปยังนาย B ผู้ซื้อในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ De minimis ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ที่ 800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,000 บาท การส่งสินค้าครั้งนี้จึงไม่เกินกำหนด และไม่ต้องเสียภาษีเพื่อการนำเข้าในประเทศสหรัฐอเมริกา — ตัวอย่างนี้ใช้ได้กับกรณีก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เท่านั้น ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาไม่มีเกณฑ์ยกเว้นนี้แล้ว พัสดุชุดเดียวกันนี้ต้องเสียอากรขาเข้าตามพิกัด
จากที่กล่าวมา เห็นได้ว่าย่อมเป็นผลดีทั้งต่อทางเราในฐานะคนขายสินค้า และผู้รับปลายทางในฐานะคนซื้อสินค้า โดยเป็นการลดต้นทุน ทำให้สินค้านั้นมีราคาถูกลง จูงใจให้ผู้บริโภคในประเทศนั้น ๆ สั่งซื้อสินค้าจากเราในฐานะผู้ขายมากขึ้น เพราะหากประเทศปลายทางนั้นมีการเก็บภาษีเพื่อการนำเข้า ต่อให้สินค้าเราราคาถูกกว่าท้องตลาด แต่เมื่อรวมภาษีแล้วอาจแพงกว่า คงไม่มีลูกค้ารายใดสั่งซื้อสินค้าของเราอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามในเรื่องการ De minimis แต่ละประเทศกำหนดอัตราไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ขายสินค้านั้นด้วย ที่ต้องศึกษารายละเอียดให้ดี โดยขอยกตัวอย่างประเทศสำคัญดังนี้
สหรัฐอเมริกา — ไม่มีเกณฑ์ยกเว้นแล้ว เดิมกำหนดไว้ที่ 800 ดอลลาร์ แต่ถูกระงับสำหรับสินค้าจากทุกประเทศตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ตามคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14324 และยังคงระงับต่อเนื่องถึงปัจจุบัน พัสดุเชิงพาณิชย์จึงต้องเสียอากรขาเข้าตามพิกัดไม่ว่ามูลค่าจะเท่าใด (ข้อยกเว้นที่ยังเหลืออยู่คือของติดตัวผู้เดินทางไม่เกิน 200 ดอลลาร์ และของขวัญแท้จริงไม่เกิน 100 ดอลลาร์)
สหราชอาณาจักร 135 ปอนด์ (ไม่ใช่ 150 ยูโร ซึ่งเป็นเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ไม่ใช่ของสหราชอาณาจักร) เป็นเกณฑ์ยกเว้นอากรขาเข้าเท่านั้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บตั้งแต่ปอนด์แรก ณ จุดขาย มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 และมีกำหนดยกเลิกเกณฑ์ 135 ปอนด์ภายในเดือนมีนาคม 2572
ญี่ปุ่น 10,000 เยน (ตามราคาศุลกากร) — ยังใช้อยู่ ณ สิงหาคม 2569 แต่อยู่ระหว่างการทบทวน โดยร่างปฏิรูปภาษีปี 2569 เสนอให้ยกเลิกส่วนภาษีบริโภคตั้งแต่เมษายน 2571
เกาหลีใต้ 150 ดอลลาร์สหรัฐ และ 200 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา ตามความตกลงการค้าเสรี KORUS — ยังใช้อยู่ ณ สิงหาคม 2569
จีน — ใช้ไม่ได้กับการซื้อขายออนไลน์ เกณฑ์ยกเว้นภาษี 50 หยวน ใช้กับพัสดุส่วนบุคคลเท่านั้น และไม่ครอบคลุมสินค้าที่นำเข้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งต้องเสียอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีการบริโภคตามปกติ มาตั้งแต่การปรับกฎเกณฑ์เมื่อปี 2559
มาเลเซีย — ไม่ใช่การยกเว้นอีกต่อไป สินค้าที่ขายออนไลน์และมีราคาไม่เกิน 500 ริงกิต ถูกจัดเป็นสินค้ามูลค่าต่ำ (Low Value Goods) และต้องเสียภาษีการขาย 10% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567
สิงคโปร์ 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ ยังได้รับยกเว้น GST ณ จุดนำเข้า แต่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ผู้ขายต่างประเทศที่จดทะเบียนในระบบ OVR ต้องเรียกเก็บ GST ณ จุดขายแทน ผู้ซื้อจึงจ่าย GST อยู่ดี
จากที่กล่าวมาน่าจะพอทราบแล้วว่า De minimis คือ อะไร อย่างไรก็ตาม ด้วยแต่ละประเทศกำหนดราคา De minimis แตกต่างกัน ดังนั้น ในการส่งสินค้าไปยังประเทศใด ผู้ขายจึงควรต้องหาข้อมูลก่อนว่า ประเทศนั้น ๆ กำหนด De minimis ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้านั้นมีมูลค่าเท่าใด






