ป้ายกำกับ: Travel abroad

เทคนิคจัดกระเป๋าเดินทาง ด้วยกระเป๋า 20″ ใบจิ๋ว

 

เทคนิคจัดกระเป๋าเดินทาง ด้วยกระเป๋า 20″ ใบจิ๋ว

การจัดกระเป๋าเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งเมื่อต้องออกเดินทาง ซึ่งอาจมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องการเตรียมไป โดย กระเป๋า20 นิ้ว จะเป็นขนาดกระเป๋าที่มีความกะทัดรัด สามารถใช้เดินทางในระยะเวลาสั้น ๆ ได้สะดวก ซึ่งหากโดยสารด้วยเครื่องบินก็ไม่ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่มให้เปลืองเงินอีกด้วย สำหรับใครที่กำลังมองหา รีวิวการจัดกระเป๋า วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ มาบอก ไปดูกันว่าจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

 

1. จัดของเป็นหมวดหมู่แล้วแยกใส่กระเป๋าใบเล็ก

การแยกของให้เป็นหมวดหมู่นอกจากจะสะดวกต่อการหยิบใช้งานแล้ว ยังช่วยให้การจัดกระเป๋าเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นด้วย โดยสิ่งต่าง ๆ ที่ควรแยกอย่างเช่น อุปกรณ์อาบน้ำ เครื่องสำอาง ยารักษาโรคประจำตัวหรือยาที่ควรใช้ระหว่างการเดินทางและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแต่ละส่วนควรจัดลำดับความสำคัญในการใช้งาน โดยสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ก่อนถึงที่พัก หรือต้องใช้แบบเร่งด่วน เช่น ยาหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พวกสายชาร์จ ก็ควรเก็บไว้ในที่หยิบใช้งานสะดวก 

 

2.จัดแบบม้วนดีกว่าแบบพับ

การม้วนเสื้อผ้าชิ้นบาง ๆ ทำให้ประหยัดพื้นที่มากกว่าการพับ อย่างเช่น เสื้อยืด หรือชุดนอน ซึ่งควรจัดเป็นชุด ๆ ไว้ เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน โดยพับเสื้อหรือกางเกงให้ส่วนแขนหรือส่วนที่ยื่นออกไปมารวมอยู่ตรงกลางให้เป็นทรงกระบอก จากนั้นก็ม้วนจากด้านบนลงมาด้านล่าง เพื่อไล่อากาศระหว่างทางออกไป และหากตรงปลายมีปลายเปิดก็พับทบกลับมาห่อเสื้อผ้าชิ้นนั้น ๆ เพื่อเป็นการช่วยไม่ให้ม้วนผ้าคลายออกไปมากขึ้น

 

3. ให้ถุงสุญญากาศเป็นตัวช่วย 

สำหรับผ้าชิ้นหนา เช่น เสื้อกันหนาว หรือผ้าเช็ดตัว ที่มักจะกินเนื้อที่ทั้งการม้วนและการพับ จึงต้องมีตัวช่วยอย่างถุงสุญญากาศที่จะช่วยให้ประหยัดเนื้อที่ได้ 70-80 % โดยมีทั้งถุงที่ต้องใช้เครื่องดูดอากาศออกและถุงที่ใช้วิธีการม้วนอย่างเดียว ใครสะดวกใช้งานแบบไหนก็ลองไปเลือกซื้อกันได้ โดยนอกจากจะใช้ถุงสุญญากาศเพื่อใส่เสื้อผ้าชิ้นหนาแล้วก็สามารถใช้ใส่เสื้อผ้าชิ้นบาง ๆ หลาย ๆ ชิ้น เข้าด้วยกันเพื่อประหยัดพื้นที่อีกด้วย

 

4.แยกชุดชั้นในไว้ในถุงเฉพาะ 

เมื่อเรา ไปเที่ยวกัน อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดมากมาย ซึ่งบางทีอาจต้องเปิดกระเป๋าระหว่างทาง และถ้าเปิดมาเห็นชุดชั้นในกระจายอยู่เต็มกระเป๋าคงเป็นภาพที่ไม่ค่อยน่ามองเท่าไหร่นัก การจัดเก็บชุดชั้นในแยกไว้ในกระเป๋าเฉพาะจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยจัดเสื้อชั้นในเรียงซ้อนกันและเสริมตรงที่ว่างด้วยกางเกงชั้นใน เพื่อใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยไม่ให้เสื้อชั้นในเสียทรงด้วย ถ้าหากกระเป๋ามีที่ว่างเหลือ ก็อาจจะใส่ถุงเท้าพับแล้วเข้าไปด้วย 

 

5.ใช้ของขนาดพกพา

ในการเดินทางหลายคนมักจะพกพาเครื่องประทินผิวต่าง ๆ อย่างเช่น ครีมอาบน้ำ แชมพู และโลชั่น ที่ใช้ประจำอยู่ไปด้วย ซึ่งจะนำขวดใหญ่แบบที่ใช้อยู่ที่บ้านใส่ไปใน กระเป๋า20 นิ้ว ด้วยก็คงไม่สะดวก การหาซื้อขวดแบ่งขนาดเล็กไปจึงเหมาะสมมากกว่า หรือถ้ามีขนาดพกพาขายก็สามารถซื้อไปใช้ได้อย่างสะดวก แต่สำหรับใครที่ไม่อยากซื้อหลายรอบ ซื้อขวดแบ่งมาใช้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพราะหากใช้หมดก็นำกลับมาเติมและใช้ซ้ำได้ง่ายกว่าอีกด้วย

 

6.วางสิ่งของที่มีน้ำหนักไว้ด้านล่าง

เทคนิคจัดกระเป๋า ที่ดีนอกจากจะคำนึงถึงการทำสิ่งของให้มีขนาดเล็กแล้ว การจัดวางโดยคำนึงถึงน้ำหนักสิ่งของก็จะช่วยให้ง่ายต่อการเดินทางมากขึ้น โดยควรวางสิ่งของที่มีน้ำหนักไว้ด้านล่างใกล้ฐานล้อ เพราะจะได้ช่วยถ่วงน้ำหนักเวลาลากไปกับพื้น และของที่ต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกกดทับก็ต้องวางไว้ด้านบน หากใครพกพาสิ่งของที่เป็นแก้วซึ่งจะแตกได้ง่ายก็ใช้เสื้อผ้าพันไว้หลายทบ เพื่อรองรับการกระแทกและช่วยให้ประหยัดพื้นที่มากขึ้น

 

7.ใส่ถุงเท้าไว้ในรองเท้า

หากการเดินทางที่ต้องนำรองเท้าไปเปลี่ยนด้วย ควรหาพื้นที่ ๆ จะไม่ถูกกดทับมาก เพราะอาจทำให้รองเท้าเสียทรงได้ โดยต้องหาถุงมาใส่รองเท้าเพื่อแยกจากของชิ้นอื่น ๆ ป้องกันความสกปรก โดยอาจจะใช้หมวกอาบน้ำมาคลุมรองเท้ารอบหนึ่งเพื่อช่วยกักเก็บเศษฝุ่นที่ติดอยู่ หลังจากนั้นก็เอาไปใส่ถุงรองเท้าได้ และควรใส่ถุงเท้าไว้ในรองเท้า เพราะนอกจากประหยัดพื้นที่แล้ว ยังช่วยรักษาทรงรองเท้าได้ด้วย

 

8.พกถุงสำหรับใส่เสื้อผ้าใช้แล้ว

เมื่อเราเดินทางคงไม่สะดวกที่จะซักผ้าทุกวัน การเตรียมถุงสำหรับใส่เสื้อผ้าใช้แล้วจังเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าไม่แยกกันก็อาจทำให้ชุดที่ยังไม่ได้ใส่เปื้อนไปด้วย การเลือกใช้ถุงสำหรับใส่ผ้าใช้แล้วควรใช้ถุงที่ระบายอากาศได้ดี แต่ถ้าเดินทางช่วงสั้น ๆ และไม่กังวลเรื่องกลิ่นอับมากนัก ก็อาจจะใช้เป็นถุงพลาสติกธรรมดาก็ได้ 

 

9.จัดเสื้อผ้าเป็นชุดตามวัน 

สำหรับใครที่มีพื้นที่เหลือพอที่จะสามารถจัดชุดตามวันได้ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้ไม่เสียเวลาในการเลือกตอนใส่อีกรอบ และช่วยให้เกิดความเป็นระเบียบสบายตาด้วย โดยอาจจะใช้วิธีม้วนเป็นชุดเสื้อกางเกงของแต่ละวันหรือใส่ถุงสุญญากาศไว้ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก หากมีที่เหลือพอก็อาจจะจัดทั้ง เสื้อผ้าชุดนอก ชุดชั้นใน และถุงเท้าของแต่ละวันไว้ด้วยกันเลยก็ได้ 

 

10.เรียงของให้เต็มพื้นที่ 

การจัดเรียงของในกระเป๋านอกจากการคำนึงถึงการใช้พื้นที่ให้มีประสิทธิภาพแล้ว ก็ต้องไม่ลืมเรื่องการจัดของให้เต็มพื้นที่ด้วย เพราะหากมีที่เหลือ ก็จะทำให้ของภายในกระเป๋าที่เราจัดไว้กระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ สร้างความปวดหัวและเสียเวลาต้องจัดอีกรอบเป็นแน่ เราก็อาจเติมกระเป๋าให้เต็มด้วยการใช้หมอน ผ้าห่ม หรือผ้าขนหนูผืนเล็กๆ มาช่วย 

 

สำหรับ เทคนิคจัดกระเป๋า หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน และถ้าใครอ่าน รีวิวการจัดกระเป๋า และเตรียมกระเป๋าพร้อมแล้วก็เตรียมตัวออก ไปเที่ยวกัน ได้เลย 

 

ที่มาข้อมูล:

รู้ยัง! เที่ยวญี่ปุ่นปี 2565 ไม่ต้องมีวีซ่าแล้ว

หลังจากห่างหายจากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19 ไปหลายปี เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงอยากจะออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศกันใจจะขาดอยู่แล้ว ซึ่งหนึ่งในหมุดหมายปลายทางยอดนิยมที่ใคร ๆ ก็อยากไปคงหนีไม่พ้นประเทศญี่ปุ่น เพราะเดินทางไปง่าย ใช้เวลาไม่นาน แถมค่าใช้จ่ายตลอดทริปไม่ได้สูงแบบการไปเที่ยวยุโรป และยิ่งตอนนี้ญี่ปุ่นกลับมาเปิดประเทศรับนักท่องเทียวแล้ว เป็นข่าวดีสำหรับคนไทยเพราะเขาเปิดให้ท่องเที่ยวแบบไม่ต้องมีวีซ่าแล้ว วันนี้ airportels จะมาชวนคุณไป เที่ยวญี่ปุ่น กัน

 

ท่องเที่ยวฉบับไม่มีวีซ่า อัปเดต โปรโมชั่น ราคาตั๋ว

แน่นอนว่าการระบาดของโควิด-19 ทำให้การท่องเที่ยวญี่ปุ่นหยุดชะงักจนถึงขั้นปิดประเทศและระงับวีซ่านักท่องเที่ยว แต่ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ญี่ปุ่นมีนโยบายเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบไม่มีการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวทุกคนสามารถเข้าประเทศได้แบบ ฟรีวีซ่า และสามารถจองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วสถานที่ท่องเที่ยวและบริการอื่น ๆ ได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านผ่านเอเจนซี่หรือบริษัททัวร์ และสามารถท่องเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่นได้ไม่เกิน 15 วันเงื่อนไขของการไป เที่ยวญี่ปุ่น แบบ ฟรีวีซ่า 2565 คือจะต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 3 เข็ม โดยต้องเป็นวัคซีนที่ทางการญี่ปุ่นรับรอง ได้แก่ Pfizer 3 เข็ม หรือ Moderna 3 เข็ม หรือ Novavax 3 เข็ม ส่วนใครที่ฉีด AstraZeneca หรือ Covaxin เป็น 2 เข็มแรก เข็มที่ 3 ต้องเป็น Pfizer หรือ Moderna หรือ Novavax ถ้าหากได้รับวัคซีนไม่ครบ 3 เข็ม จะต้องตรวจ RT-PCR ในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ก่อนเดินทางมาถึงญี่ปุ่น เมื่อเช็กตัวเองว่าฉีดวัคซีนครบแล้วก็ถึงเวลาแพ็กกระเป๋าและจองตั๋วเครื่องบินกันได้เลย วันนี้เรามี โปรโมชั่น ตั๋วเครื่องบินมาแนะนำ

  • เริ่มที่สายการบิน Airasia จัดโปรในราคาสมาชิก Airasia เริ่มต้นที่ 1,580 บาท สำหรับเที่ยวบินต่างประเทศหนึ่งเที่ยวบิน แน่นอนว่ามีไปลงถึงที่ญี่ปุ่น เรียกได้ว่าสะดวกสบายและคุ้มค่ามาก
  • สายการบินเวียดเจ็ต บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปลงฟูโกโอกะเริ่มต้นที่ 3,999 บาท 
  • ส่วนสายการบินไทยก็มี โปรโมชั่น ราคาพิเศษพร้อมกับฟรีน้ำหนักสัมภาระ 30 กิโลกรัม แถมยังสามารถผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน 
  • สายการบิน Peach Aviation เปิดเส้นทางใหม่เริ่มต้นวันที่ 8 ธันวาคม 2565 ระหว่าง กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ โอซาก้า (คันไซ) ในราคาเริ่มต้นที่ 3,190 บาท 
  • สายการบิน ZIPAIR ในเครือเดียวกับ Japan Airlines ก็เปิดราคาเที่ยวบินเดินทางก่อนวันที่ 3 มีนาคม 2566 ในราคาตั๋วต่อเที่ยวเริ่มต้นที่ 4,950 บาท
 

เมืองน่าท่องเที่ยว ในปีนี้ พร้อมที่ถ่ายภาพมุมฮิต

ญี่ปุ่นมีเมืองสวย ๆ น่าไปเที่ยวมากมายหลายเมือง แต่ละเมืองก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว วันนี้เราก็มี 3 เมืองที่ห้ามพลาดเมื่อคุณไปเยือนญี่ปุ่น

1. โตเกียว

ไปถึงญี่ปุ่นทั้งที ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปเยือนเมืองโตเกียวให้ได้ สถานที่ยอดฮิตที่ต้องไปถ่ายรูปเช็กอินให้ได้เลยก็คือ วัดเซ็นโซจิ เป็นวัดเก่าแก่ในโตเกียว และยังมีโคมไฟสีแดงขนาดยักษ์เป็นมุมถ่ายรูปสุดฮิตที่ใครไปก็จะต้องแชะภาพสวย ๆ กลับมา นอกจากนั้นแล้วที่โตเกียวยังมีย่านการค้าฮิป ๆ อีกมากมาย เช่น ฮาราจูกุ ชินจูกุ ชิบูย่า ฯลฯ

2. ยามานาชิ

ที่นี่เป็นอีกหนึ่ง เมืองน่าท่องเที่ยว อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว นักท่องเที่ยวมาที่นี่เพื่อมาชมความงามของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์กที่ถ่ายรูปมุมฮิตอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนั้นแล้วยังมีทะเลสาบคาวากุจิโกะ ทะเลสาบยามานากาโกะ ทะเลสาบไซโกะ ทะเลสาบโชจิโกะ และทะเลสาบโมโตซุโกะที่สวยงามไม่แพ้กัน

3. โอซาก้า

โอซาก้าถือเป็นอีกหนึ่ง เมืองน่าท่องเที่ยว ที่นี่มีจุดถ่ายรูปยอดฮิตอย่างป้ายไฟกูลิโกะริมแม่น้ำโดทงโบริที่ใครไปก็ต้องได้ถ่ายรูปกลับมาทุกคน นอกจากนั้นแล้วยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และปราสาทโอซาก้า ที่เป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นรอให้ไปเช็กอินกัน

 

คาเฟ่ที่ต้องไปเช็กอิน

1. BLUE BOTTLE COFFEE

คาเฟ่โลโก้รูปขวดฟ้าชื่อดังที่ใครไปญี่ปุ่นก็ต้องไปเช็กอิน ที่นี่มีมุมสวย ๆ ไว้ให้ถ่ายรูปเพียบ แถมเมนูเครื่องดื่มยังรสชาติอร่อยกลมกล่อมด้วย

(Image credit: https://www.archdaily.com/975342/blue-bottle-coffee-shibuya-cafe-keiji-ashizawa-design)

2. About Life Coffee Brewers

คาเฟ่เล็ก ๆ ในย่านชิบูย่า เป็นคาเฟ่ริมทางที่ไม่มีที่นั่ง แต่จุดเด่นของที่นี่คือตั้งอยู่มุมตึกซึ่งฮิปมาก ๆ เหมาะกับการมาถ่ายรูปชิค ๆ ส่วนเมนูเครื่องดื่มก็มีหลากหลายชนิด รสชาติดีมาก ๆ 

(Image credit: https://ploybites.wordpress.com/2017/05/08/tokyo-cafe-about-life-coffee-brewers-shibuya-tokyo/)

3. DUMBO Doughnuts and Coffee

ที่นี่มีจุดเด่นตรงที่โดนัทขนาดบิ๊กเบิ้ม รสชาติเยี่ยม แป้งเหนียวนุ่มกัดแล้วละลายในปาก กินคู่กับเครื่องดื่มรสกลมกล่อมของทางร้านยิ่งเข้ากันมาก ๆ เลย 

4. Colombin Harajuku Salon

ร้านคาเฟ่สไตล์ยุโรป ขนมและเครื่องดื่มของที่ร้านจะเป็นสไตล์ฝรั่งเศส โดยมีจุดเด่นตรงที่น้ำผึ้งเลี้ยงเอง เป็นแบบออร์แกนิก รสชาติหอมหวานละมุนแบบลงตัว

(Image credit: https://omotesando.or.jp/shop/60/)

5. Onibus Coffee

คาเฟ่สไตล์มินิมอลตั้งอยู่ริมสนามเด็กเล่นและรางรถไฟ มีเพียงช่องหน้าต่างเปิดออกมาสำหรับสั่งและรับออเดอร์ เหมาะกับการมาถ่ายรูปเช็กอินแบบชิค ๆ

(Image credit: https://ploybites.wordpress.com/2017/05/08/tokyo-cafe-about-life-coffee-brewers-shibuya-tokyo/)

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นปี 2022 แบบรวบรัดที่เรานำมาฝาก ช่วงปลายปีนี้ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหน ญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ยิ่งเขาเปิด ฟรีวีซ่า ทั้งทีแบบนี้ ไม่รีบจองตั๋วไม่ได้แล้ว

 

ที่มาข้อมูล

บริการฟรีภายในสนามบิน ใครสายเดินทางห้ามพลาด

สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองเงียบเหงาไปพักใหญ่เพราะโควิด-19 ทำพิษ แต่หลังจากที่สถานการณ์คลี่คลาย ทำให้สุวรรณภูมิและดอนเมืองเริ่มกลับมามีสีสันอีกครั้ง ร้านค้าต่าง ๆ เตรียมจัด โปรสนามบิน รอนักเดินทางไว้แล้ว ระหว่างรอขึ้นเครื่องรับรองว่าไม่เหงาอย่างแน่นอน เราไปส่องโปรกันไว้ก่อนดีกว่า เวลาไปสนามบินจริง ๆ จะได้ไม่พลาด

 
 

PT MAX CARD 

สมาชิกบัตร PT MAX CARD ไม่ผิดหวัง เพราะบัตรนี้จัดโปรปัง ๆ ร่วมกับร้านค้าภายในสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ระหว่างรอขึ้นเครื่องสามารถนั่งจิบกาแฟผ่อนคลาย ช่วงนี้มีมาหลายรายการ อาทิ 

  • รายการ Super Deal ที่กาแฟพันธุ์ไทย
  • Duo Deal ใน Coffee World 
  • มีโปรให้จอง Miracle Lounge กับ Coral Executive Lounge ฟรีผ่านแอป AOT Airports 
  • ใช้บริการ AOT Limousine ได้ส่วนลด 15% 

แนะนำบัตรนี้กันหน่อย PT MAX CARD เป็นบัตรสะสมคะแนนสำหรับลูกค้าที่เติมน้ำมันจากปั๊ม PT แล้วนำไปแลกของรางวัลได้หลากสไตล์ บวกกับใช้สิทธิพิเศษที่ร้านค้า ซึ่งนอกจากในสนามบินแล้ว ยังมีร้านค้าพันธมิตรอื่น ๆ อีกมากมายหลายแห่ง ถ้าใครยังไม่มีบัตรนี้ สมัครผ่านแอป AOT Airports ไม่เสียค่าธรรมเนียม เผื่อไว้ใช้สิทธิ์เวลาเดินทาง ท่องเที่ยว 

ไปต่อที่บัตรเครดิตบ้าง มีมาจัดโปรที่สนามบินหลายธนาคารเหมือนกัน ไปรอขึ้นเครื่องอย่าลืมสำรวจกระเป๋าเงินว่ามีบัตรใบไหนพอจะใช้ได้ระหว่างเดินเล่น

 
 

บัตรเครดิต UOB จัดโปรโมชั่น UOB FLY WITH ME

เป็นโปรโมชั่นสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต UOB เดินเข้าแมคโดนัลด์รับเบอร์เกอร์พร้อมกับพายแสนอร่อยได้เลย ที่สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง (แมคสุวรรณภูมิอยู่บริเวณ Concourse D และ F ส่วนที่ดอนเมืองอยู่ชั้น 3) โปรนี้ยาวถึงมกราคม 2566

 
 

บัตรเครดิต Citibank ให้กินฟรี ๆ แบบอิ่มจุก ๆ

Citibank มีโปรกินฟรีที่สนามบินอีกแล้ว เมื่อ 2-3 ปีก่อนก็เคยมีมาแล้ว แต่สำหรับคราวนี้ Citibank ร่วมกับ Subway และ Coffee World สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองเฉพาะเที่ยวบินขาออกไปต่างประเทศ สามารถใช้ได้ทั้งบัตรเครดิต Citibank และบัตรกดเงินสด Ready Credit มาดูกันว่าจะได้อะไรบ้าง

  • Subway 

ฟรีชนิดที่เรียกว่าจุกกันเลยทีเดียว เพราะได้ Subway Classic พร้อมน้ำดื่ม มูลค่า 224 บาท

  • Coffee World

รับฟรีเครื่องดื่มเย็น หรือเครื่องดื่มปั่น ชื่นใจสุด ๆ ไปเลย 

ทั้ง Subway และ Coffee World สนามบินสุวรรณภูมิอยู่บริเวณ Concourse B และ Concourse F ส่วนที่ดอนเมืองอยู่บริเวณเที่ยวบินขาออกระหว่างประเทศ สำหรับโปรโมชั่นรายการนี้จัดถึงสิ้นปี 2565

 
 

โปรสนามบิน ของค่ายมือถือก็มีพร้อม ดังนี้ 

ฟ้าเปิดคราวนี้ AIS จัดโปรที่สนามบินให้อิ่มสบายท้องก่อนออก เดินทาง หรือจะเลือกนั่งพักผ่อนที่ห้องรับรองพิเศษก็ได้ สำหรับลูกค้าเซเรเนดทั้ง 3 ประเภท แพลทินัม โกลด์ และ เอมเมอรัลด์ สามารถเลือกรับสิทธิพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น

  • ส่วนลด Miracle Lounge 
  • โปรร่วมกับร้านค้าในสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง มีทั้งของว่างฟรีพร้อมเครื่องดื่มเย็น ๆ จาก Burger King, Bonchon, KohHopBar และ Imm Rice & Noodle 1 เลขหมายใช้ได้ 1 สิทธิ์ต่อ 1 เดือน สิ้นสุด ธ.ค. 65

ส่วนอีกร้านที่ไม่แวะไม่ได้เมื่อไปสนามบิน ก็เห็นจะเป็นที่นี่เลย King Power ไปดูโปรของเขากัน

 
 
  • King Power ครบรอบ 33 ปี Delights and Surprises 2022
  • พลาดไม่ได้สำหรับ Favorite Brand Fest ลดราคาสูงสุด 40% พร้อมของแจกมากมาย ถึงแค่สิ้นเดือนตุลาคม 2022
  • ช้อปออนไลน์แล้วไปรับของที่สนามบินก็มีจัดโปรมากมายหลายรายการ เช่น ได้คูปอง บัตรกำนัล และส่วนลด แต่ก่อนอื่นต้องดาวน์โหลดแอป King Power หรือแอด LINE Official @kingpower ก่อน โปรนี้หมดเขตตุลาคม 2022 เช่นกัน 
  • Click & Collect เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมของพี่คิง จัดถึงสิ้นปีนี้เลย
  • มีโปรแกรมผ่อน 0% กับธนาคารที่ร่วมรายการ อาทิ SCB Citibank K-Bank ฯลฯ ซื้อสินค้า 10,000 บาทขึ้นไป เลือกผ่อน 6 เดือน หรือซื้อสินค้า 15,000 บาท เลือกผ่อน 10 เดือน แบบนี้คงได้สอยสินค้าแบรนด์เนมกันเพลินแน่ ๆ 

ไปดูโปรบริการแท็กซี่รับส่งสนามบินกันบ้าง ดีกว่าขับรถไปแล้วต้องลุ้นหาที่จอดเอง

 
 
  • AIRASIA RIDE จัดโปรโมชั่นส่วนลดเรียกแท็กซี่ผ่านแอป airasia Super App
  • โปรแรก Airport Ride บริการจองแท็กซี่ล่วงหน้าได้ส่วนลด 50 บาท ใครที่จะ เดินทาง ไปสนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง เรียกผ่านแอปพลิเคชัน สะดวกมาก 
  • โปรที่ 2 City Ride เรียกรถเพื่อเดินทางไปเที่ยวไหนก็ได้ทั่วเมือง ได้ส่วนลด 30 บาท 

เขาจัดโปรกันจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2565 รับเทศกาลท่องเที่ยวที่กำลังกลับมา รีบสมัครเป็นสมาชิก AIRASIA พร้อมดาวน์โหลด airasia Super App เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นักเดินทางไม่ควรพลาด นอกจาก AIRASIA RIDE จองรถแท็กซี่แล้ว ยังมีแพลตฟอร์มจองเที่ยวบิน จองโรงแรมได้ด้วย หรือจะสั่งอาหารก็ยังได้ สมาชิกที่ทำรายการจองบริการต่าง ๆ จะได้รับคะแนนสะสมทุกรายการ เก็บคะแนนไว้ใช้แทนเงินสด คุ้มสุด ๆ 

 
 

ท่องเที่ยว อย่างไรให้ตัวปลิว ไร้สัมภาระ

จบเรื่องโปรไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ว่านักเดินทางที่สัมภาระเยอะ จะเที่ยวอย่างไรให้สนุกเต็มที่ สำหรับผู้ที่เดินทางท่องเที่ยว กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต ขอแนะนำ AIRPORTELs ผู้ดูแลสัมภาระที่ไว้ใจได้ ตามเราไปดูบริการของที่นี่กัน

บริการฝากกระเป๋า – สามารถฝากค้างคืนได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นของมีค่า สัมภาระหนัก ฝากไว้กับผู้ดูแลมือโปรแบบไม่ต้องห่วง เพราะเขามีการรับประกันความเสียหายและมีระบบรักษาความปลอดภัยในการดูแลกระเป๋าให้กับผู้มาใช้บริการ ช่วยให้การเดินทางทุกทริปคล่องตัวขึ้น สามารถใช้บริการได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 03.00 น. โดยนักท่องเที่ยวสามารถฝากกระเป๋าเดินทางไว้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ชั้น 2 ประตู 4

บริการส่งกระเป๋า – นอกจากรับฝากกระเป๋าแล้ว ยังมีบริการส่งกระเป๋าเดินทางพร้อมสัมภาระทุกอย่างให้ด้วย นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการส่งกระเป๋าไปที่สนามบิน หรือจะให้ส่งไปโรงแรมก็ได้ 

โปรโมชั่นในสนามบินก็เตรียมส่องไว้แล้ว ส่วนสัมภาระก็หมดกังวลเพราะมีผู้ดูแลให้ จะรออะไร รีบวางแผนแล้วออกเดินทางกันแบบตัวปลิวได้เลย

 
 

ที่มาข้อมูล

รีวิว เข้าเกาหลียังไงให้ผ่านตม.แน่นอน!!

กระแสปักหมุดเที่ยวตามรอยซีรีส์ดังจุดไฟให้ธุรกิจท่องเที่ยว ประเทศเกาหลีบูมต่อเนื่องนานหลายปี มีสถานที่ท่องเที่ยวดังมากมายที่สาวกซีรีส์เกาหลีโดยเแพาะสาว ๆ ฝันอยากไปสักครั้งถ่ายรูปปัง ๆ ลงอวดในโซเชียล แต่ระยะหลังชาวไทยจำนวนมากไปเที่ยวแล้วไม่กลับประเทศ หลบหนีเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่เกาหลีจึงเข้มงวดกับคนไทยกลัวไม่ได้ไปเที่ยวจริง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวฝ่าด่าน ตม.เกาหลียากยิ่งขึ้น

 
 

เข้าใจ กฎใหม่ และเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด

หลายปีที่ผ่านมาคนไทยจำนวนมากหลบหนีวีซ่าเข้าเมืองเพื่อลักลอบทำงานแบบผิดกฎหมายในเกาหลี หรือที่เรียกกันว่าผีน้อย สร้างความเดือดร้อนให้กับนักท่องเที่ยวตัวจริงที่ถูกด่านตรวจคนเข้าเมืองจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจาก ตม.เกาหลี เพิ่มมาตรการที่เข้มงวดกับคนไทยยิ่งขึ้น กลายเป็นว่าถ้าใครไม่เตรียมพร้อมให้อาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศทั้งที่วางแผนไปเที่ยวอย่างสบายใจ กลับเสียทั้งเงิน เสียเวลา หลายเสียงโอดครวญว่าประเทศเกาหลีเข้ายากเข้าเย็น แค่ทำตามกฎระเบียบอย่างชัดเจนไม่พออาจยังมีความเสี่ยงถูกปฏิเสธเข้าประเทศ จะทำอย่างไรให้ผ่านไฟเขียว ตม.เกาหลีได้ไปท่องเที่ยวสมกับความตั้งใจ เรารวมเคล็ดลับดี ๆ มาให้แล้ว ติดตามอ่านกันเลย

 
 

ไปเที่ยวเกาหลี เตรียมตัวอย่างไรให้ผ่านด่าน ตม. แน่นอน

เมื่อเรารู้กิติศัพท์ความโหดและสาเหตุที่ไม่ผ่าน ตม.เกาหลีมาบ้างแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเตรียมความพร้อมให้ดีและอุดช่องโหว่ที่เป็นปัญหาไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเจอด่านตรวจอย่างโหดแค่ไหนก็จะผ่านไปได้ฉลุย 

1.เตรียมเอกสาร สำคัญให้ครบถ้วน

วิธีการผ่านด่าน ตม.เกาหลีต้องเตรียมเอกสารให้ครบ ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไปเที่ยวจริงๆ ทำให้ผ่านด่านตรวจได้ไม่ยาก เอกสารที่ลืมไม่ได้ มีดังนี้

  • ห้ามลืมพาสปอร์ตเด็ดขาด พาสปอร์ตไม่ใช่แค่หนังสือเดินทาง แต่เป็นตัวแทนของบัตรประชาชนเพื่อระบุตัวตน ถ้ารูปหน้าบนพาสสปอร์ตไม่ตรงกับหน้าปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยแน่ใจก็อาจเข้าประเทศไม่ได้หรือซักถามวุ่นวาย ไม่ให้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองไปง่าย ๆ ไม่อยากมีปัญหาติดขัดควรพกพาสปอร์ตเล่มเก่าติดไปด้วย ในกรณีที่เพิ่งเดินทางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกอาจถูกสงสัยได้ง่าย ควรเตรียมเอกสารที่ช่วยยืนยันตัวตนให้ได้มากที่สุด เช่น ใบรับรองการทำงาน ใบรับรองการเป็นนักศึกษา เป็นต้น
  • เอกสารจองตั๋วเครื่องบินทั้งขาไปและขากลับ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าเดินทางมาไฟล์ไหนและจะบินกลับวันไหน ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่ามาเที่ยวตามตารางในทริปเป็นวิธียืนยันว่ามีแผนบินกลับประเทศแน่นอน 
  • ใบจองโรงแรมที่พัก ทำตารางการท่องเที่ยวพร้อมแนบใบจองที่พักมาให้ครบในรูปของอีเมลตอบรับ หรือแคปหน้าจอจากหน้าเว็บไซต์จองที่พักก็ได้ ข้อมูลระบุวันที่เข้าพักและวันที่เช็คเอาท์เพื่อให้ตรวจสอบว่ามาเที่ยวกี่วัน ตรงกับเที่ยวบินกลับหรือไม่ หากสามารถขอเอกสารยืนยันการเข้าพักจากโรงแรมมาด้วย จะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบและตามตัวในกรณีที่เกิดปัญหา ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือและมีส่วนช่วยให้ผ่าน ตม. เกาหลีง่ายขึ้น
  • เอกสารรับรองการทำงานหรือเป็นนักศึกษาเป็นภาษาอังกฤษ เตรียมเอกสารเช่น ใบรับรองการทำงาน ใบรับรองเงินเดือน ใบลางานที่ระบุวันลาตรงกับแผนการเดินทาง นามบัตรหรือบัตรพนักงาน ถ้าเป็นนักศึกษาควรใช้ใบรับรองการเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือพกบัตรนักศึกษาติดตัวไปด้วย 
  • เตรียมแลกเงินไปให้เพียงพอ การไปเที่ยวต่างประเทศย่อมมีเรื่องค่าใช้จ่าย เตรียมแลกเงินสกุลนั้นไปให้เพียงพอตลอดทริป ควรมีเงินสำรองไว้หากใช้จ่ายเผื่อช้อปปิ้งของถูกใจ เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือมีบัตรที่สามารถใช้จ่ายในต่างประเทศได้ หรือมีเงินไทยรองรับในบัญชีเพื่อใช้บัตรเดบิตแลกเงินสกุลอื่นแบบออนไลน์ การมีหลักฐานทางการเงินที่ดีจะให้ความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่ได้ไปตัวเปล่าเพื่อวางแผนเป็นผีน้อยทำงานผิดกฎหมายในเกาหลี
 
 

2.วิธีเตรียมตัวและตอบคำถาม ที่คุณควรรู้

นอกเหนือจากบรรดาเอกสารสำคัญที่ลืมไม่ได้แล้ว ยังมีเรื่องการสุ่มถามจาก ตม. เกาหลี เนื่องจากความเข้มงวดของ กฎใหม่ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัยมากขึ้นและเพ่งเล็งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นพิเศษ ควรเตรียมคำตอบดี ๆ ไว้ล่วงหน้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้มากที่สุด ดังนี้

  • กรณีที่เปิดเล่มพาสปอร์ตมาใหม่ ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อน หรือเพิ่งต่อพาสปอร์ตมาหมาด ๆ ต้องเตรียมตอบคำถามว่าทำไมถึงเดินทางไปเกาหลี มีแผนทำอะไร จะพักที่ไหน ไปที่ไหนบ้าง ควรท่องโปรแกรมทัวร์ให้คล่องแคล่ว อย่างน้อยที่สุดควรตอบได้ว่าจะเดินทางไปเมืองไหน จุดสำคัญบริเวณที่เที่ยวและที่พัก หรือทำแผนเที่ยวอย่างละเอียดพิมพ์ออกมาแล้วพกติดตัวไว้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นทริปท่องเที่ยวจริง ไม่มีเหตุผลอื่นแอบแฝง
  • ระยะเวลาเดินทางนานผิดปกติ สำหรับคนที่มาเกาหลีโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว สามารถอยู่ได้นานถึง 90 วัน หากไม่มีเอกสารใบรับรองอาชีพเพราะทำธุรกิจค้าขายส่วนตัว เป็นเกษตรกร หรือทำงานอิสระ พูดได้ว่าไม่มีเอกสารระบุตัวตนเพิ่มเติม อาจถูกสงสัยว่าเข้าประเทศโดยมีเหตุผลอื่นแอบแฝง ยิ่งต้องเขียนแผนการเดินทางที่ชัดเจนและรัดกุม จะไปเที่ยวที่ไหน พักที่ไหน และทำอะไรบ้าง ระหว่างที่อยู่ในเกาหลีจะสามารถตามหาตัวได้ที่ไหน หากไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานชัดเจน อาจเสี่ยงติด ตม.เกาหลี และถูกส่งตัวกลับเพราะเข้าข่ายต้องสงสัยว่าเข้าประเทศมาเพื่อลักลอบทำงานผิดกฎหมาย
  • ปัญหาเรื่องภาษาสื่อสารกันไม่เข้าใจ หากไม่ชำนาญภาษาอังกฤษ ไม่รู้ภาษาเกาหลี การไปเที่ยวเองอาจทุลักทุเลเกิดปัญหาได้ตลอดเวลา ในกรณีที่ติดขัดเรื่องเอกสาร กรอกข้อมูลผิด พอสื่อสารพูดคุยได้รู้เรื่องแต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ ตม. ให้เข้าใจได้อาจเกิดความยุ่งยากมากขึ้น แนะนำให้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตากับกรุ๊ปทัวร์ที่มีคุณภาพจะช่วยลดปัญหากับ ตม. ได้ในระดับหนึ่ง
  • แต่งกายให้เหมาะสม การแต่งกายให้สุภาพและมีพฤติกรรมเรียบร้อยแสดงให้เห็นความน่าเชื่อถือ เลือกชุดเสื้อผ้าเหมาะสมกับสภาพอากาศในช่วงที่เดินทาง แสดงให้เห็นว่าเตรียมตัวมาพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวใน ประเทศเกาหลีบวกกับความน่าเชื่อถือของเอกสาร หากเกิดปัญหาต้องตั้งสติให้ดีและตอบคำถามอย่างมั่นใจ ไม่มีพิรุธตอบอึกอักหรือหลบสายตา เตรียมตัวมาดีอย่างนี้ผ่านด่านฉลุยไม่ต้องกังวลว่าจะสอบตก คุณได้ไปต่อแน่นอน
 
 

เนื่องจากการตรวจสอบที่เข้มข้นทางประเทศเกาหลี แม้แต่กระเป๋าเดินทางก็ต้องเลือกอย่างพิถีพิถัน กระเป๋าใบใหญ่ไปหรือหลายใบเกินไปอาจเป็นเป้าสายตาสะดุดทำให้เจ้าหน้าที่ ตม.เกาหลีสงสัยได้เช่นกัน กรณีที่เราอยากไปเที่ยวแบบสบาย ๆ จัดเตรียมกระเป๋าเดินให้พอเหมาะดีที่สุด ไม่ต้องการแบกกระเป๋าหนัก ๆ ออกจากบ้าน สามารถใช้บริการขนส่งกระเป๋าจากบ้านไปสนามบินหรือต้องการฝากสัมภาระอย่างปลอดภัย จองผ่านเว็บไซต์สะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อได้ที่ https://th.airportels.asia/

 

ที่มาข้อมูล : 

เที่ยวสิงค์โปร 2565 ถ่ายรูปสวยๆที่ไหนดี จุดเช็คอินล่าสุด

สิงค์โปรเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยนิยมเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามมากมาย ตะลุยแหล่งชิมแหล่งช้อป เที่ยวสนุกสไตล์ตอบโจทย์ครบถ้วนทุกความพึงพอใจ แม้จะเป็นประเทศบนเกาะเล็กๆ แต่อุดมด้วยธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมที่หลอมรวมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ถ้าถามนักท่องเที่ยวมือใหม่ถึงประสบการณ์เที่ยวสิงคโปร์ เชื่อว่าหลายคนไม่ทราบว่ามีจุดเช็คอินทีเด็ดแอบซ่อนไว้มากมายอย่างเหลือเชื่อ หากมีโอกาสไปเยือนสักครั้งคุณจะพบมุมมองใหม่ๆ แตกต่างจากที่เคยคิด

 
 

จุดเช็คอิน น่าสนใจที่เลือกมาแนะนำ 9 แห่ง มีดังนี้

1. Library @ Orchard 

ไปสิงคโปร์ไปเที่ยมชมห้องสมุดกัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าห้องสมุดกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ชิลมาก ด้วยไอเดียการจัดผังห้องสมุดอย่างเก๋ไก๋ มีมุมนั่งอ่านกระจายไปทั่ว บรรยากาศเงียบสงบมองออกไปชมวิวสวนสาธารณะ เปิดให้ชาวสิงคโปร์เข้าไปใช้บริการฟรี ทุกรายการที่ค้นหา ยืม หรือคืนหนังสือเป็นระบบดิจิตอลทั้งหมด ห้องสมุดแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 สถานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บริเวณชั้น 3 และ ชั้น 4 ในห้างสรรพสินค้า Orchard Gateway Shopping ซึ่งปกติเป็นย่านช้อปปิ้งชื่อดัง หลังจากปิดปรับปรุงช่วงปี พ.ศ. 2550 แล้วกลับมาเปิดใหม่ได้อัปเกรดเป็นห้องสมุดแนวบูติคสุดล้ำแตกต่างจากห้องสมุดธรรมดา กลายเป็นไวรอลที่นักท่องเที่ยวปักหมุดไว้ต้องไม่พลาดมาเยือนพร้อมถ่ายรูปสวยๆ กลับไป พื้นที่ข้างในไม่ใหญ่มากแต่ข้างในมีมุมสวยๆ หลายมุม อยากถ่ายรูปก็สามารถทำได้ หากไม่อยากถ่ายรูปที่ติดคนเยอะ ควรแวะเข้าไปช่วงเช้าที่ยังไม่ค่อยมีคน 

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 11.00–21.00 น.
การเดินทาง : ลงสถานี MRT Somerset เดินมาที่ Orchard Gateway ชั้น 3

 
 

2. Potato Head Singapore

ร้านอาหารและรูฟท็อปบาร์บรรยากาศสบายๆ ชื่อ Potato Head เป็นอาคารเก่าแก่ตั้งอยู่ในย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์ ลักษณะเป็นตึกสีครีมขอบแดง 3 ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นร้านเบอร์เกอร์ ถัดไปอีกชั้นก็เป็นที่นั่งเหมือนกัน และรูฟท็อปค็อกเทลบาร์บนดาดฟ้าที่ควรจองที่นั่งล่วงหน้าในวันหยุดสุดสัปดาห์ การตกแต่งร้านสไตล์คลาสสิกย้อนยุคแต่งโคมไฟระย้าให้แสงนวลอบอุ่นและกระเบื้องพื้นลายตารางหมากรุก พนักงานเป็นกันเองและบริการทันสมัยสแกน QR code บนโต๊ะดูเมนูออนไลน์สั่งค็อกเทลสไตล์ทรอปิคอลที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะนาว สับปะรด และเสาวรส  เนื่องจากตัวอาการตั้งเด่นอยู่กลางสามแยกบนถนน Keong Saik จึงถือเป็นแลนด์มาร์ค สถานที่ถ่ายรูปที่ไม่ว่าใครมาเที่ยวเป็นต้องถ่ายเก็บช็อตตึกนี้ลงโซเชียลกันแทบทุกคน 

เวลาทำการ : วันจันทร์ถึงพฤหัสบดีเปิด 17.00-24.00 น. วันศุกร์ถึงอาทิตย์เปิด 16.00-24.00 น.
การเดินทาง : ลงที่สถานี China Town ประตู C เดินประมาณ 10 นาทีถึง

 
 

3.Buddha Tooth Relic Temple

วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว หรือเรียกว่าวัดเขี้ยวแก้ว เป็นวัดสำคัญของชาวสิงคโปร์อยู่ใกล้ย่านไชน่าทาวน์ เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทันตธาตุ หรือฟันของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ ใครไปเที่ยวชมวัดต้องแต่งกายเรียบร้อย หลีกเลี่ยงสายเดี่ยว เสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้น แต่ทางวัดแจกผ้าถุงให้ยืมฟรีเพื่อนักท่องเที่ยวไปแล้วก็ไม่อยากให้เสียเที่ยว ลักษณะอาคารสถาปัตยกรรมเป็นวัดพุทธของจีนในสมัยราชวงศ์ถังผสมผสานกับศิลปะมันดาลา สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2550 ด้วยเงินทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ตัวอาคารมีทั้งหมด 9 ชั้น ชั้น 1 เป็นที่ประดิษฐานของพระประทานพร ชั้น 2 และ 3 เป็นส่วนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพระพุทธรูปและสิ่งล้ำค่าต่างๆ ห้องสมุด และร้านขายของฝากของที่ระลึก บริเวณชั้น 4 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในสถูปใหญ่ และระฆังยักษ์ ชาวพุทธบางคนมานั่งสมาธิ สวดมนต์ บ้างก็เดินเวียนเทียนรอบๆ ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล คนไทยสายบุญไปเที่ยวสิงคโปร์ต้องไปกราบขอพรกันให้ได้ ชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้ามีสวนหย่อมเล็กๆ ให้พักผ่อนหลังจากเดินเที่ยวชมทั้งอาคารใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

เวลาทำการ : ทุกวันเวลา 9:00 – 18:00 น.
การเดินทาง : สถานี Chinatown ทางออก A

 
 

4. Fort Canning Park Tree Tunnel

จุดถ่ายรูปยอดฮิตอีกแห่งของเหล่าฮิปสเตอร์ บริเวณอุโมงค์ต้นไม้สีเขียวใจกลางเมืองที่สวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning Park) ซึ่งตั้งอยู่ตอนกลางของสิงคโปร์ การเดินทางไปสวนสาธารณะไม่ไกลจากตึก Park Mall ที่สถานีรถไฟฟ้า Dhoby Ghaut MRT Station โดยจุดเช็คอินนี้มีนักท่องเที่ยวมาเช็คอินถ่ายรูปกันเต็มไปหมด ถือเป็นแหล่งถ่ายรูปพรีเวดดิ้งที่ได้รับความนิยมด้วย คนถ่ายรูปต้องอยู่ด้านล่างแล้วถ่ายมุมเสยขึ้นไปเพื่อเก็บภาพอุโมงค์และต้นไม้ด้านบน หรือจะถ่ายบันไดวนจากด้านบนลงมาด้านล่างก็ได้มุมแปลกตาอีกแบบ แนะนำให้ไปตอนเช้าไม่ค่อยมีคนจึงจะลองหามุมถ่ายสวยได้หลายแบบโดยไม่มีคนอื่นมายืนให้เกะกะ บริเวณใกล้เคียงมีอุทยานและพิพิธภัณฑ์ชื่อดังของสิงคโปร์ ถ้าได้ไปแล้วอย่าให้เสียเที่ยว แวะไปถ่ายรูปอุโมงค์ต้นไม้สักแป๊บก็แล้วกัน

อุโมงค์ต้นไม้ Fort Canning Park
การเดินทาง : MRT มาลงสถานี Dhoby Ghaut ออก Exit B

 
 

5. Garden by the bay

สวนพฤกษศาสตร์ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ เป็นโครงการสร้างสร้างปอดใจกลางเมืองโดยการถมดินบนทะเลริมอ่าวมารีน่าเป็นพื้นดินปลูกต้นไม้นานาชนิด แบ่งเป็นโซนเรือนต้นไม้ และโซนป่าและน้ำตกจำลอง มีทางเดินลอยฟ้ามองออกไปเห็นทัศนียภาพของสวนแนวตั้งและวิวอ่าวรอบๆ โซนสวนแนวตั้งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ทำเป็นรูปต้นไม้ยักษณ์เรียกว่า Supertrees จำนวน 18 ต้น มีความสูงหลากหลายตั้งแต่ 25-50 เมตร เพื่อใช้ปลูกพืชเมืองร้อนเป็นไม้ดอกไม้ประดับและเฟิร์นให้ความร่มรื่นเขียวขจีในตอนกลางวัน ด้านบนติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้พลังงานหลอดไฟส่องสว่างหลากสีสันในตอนกลางคืน ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ออกแบบเป็นพิเศษให้ความสดชื่นเย็นฉ่ำสมกับเป็นปอดใจกลางเมืองที่เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดวัน และมีการแสดงแสดง สี เสียง ทุกค่ำคืนเป็นเวลา 1 ชั่วโมงด้วย

อย่าลืมลงมาดูโชว์แสง สี เสียง ที่ Garden Rhapsody นักท่องเที่ยวเค้ามาจองที่นั่งและนอนรอดูกัน วันมี 2 รอบ ระหว่าง 19:45 น. และ 20:45 น. ห้ามพลาดนะ
การเดินทาง : ให้นั่ง MRT มาลงสถานี Bayfront ทางออก B 

 
 

6. Capsule Pod Boutique Hostel

ที่พักแบบแคปซูลเป็น พิกัดถ่ายรูป2565ที่หลายคนอยากไปชมดูสักครั้งว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ที่ต้องการเพียงห้องพักส่วนตัวเล็กๆ ใกล้แห่งช้อปปิ้งย่านถนน Haji Lane และถนน Arab Street มีห้องนอนพร้อมบุฟเฟต์อาหารเช้าทุกวันมีให้เลือกเป็นเซ็ท ลูกค้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย Wi-Fi ฟรี ส่วนห้องน้ำเป็นห้องรวมมีครบทั้งห้องอาบน้ำ สุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้าในห้องเดียว พร้อมผ้าเช็ดตัวและเครื่องใช้ในห้องน้ำให้ฟรี ในห้องพื้นที่กะทัดรัด เตียงและผ้านวม พร้อมช่องเก็บของ ช่องเสียบปลั๊กไฟ ไฟอ่านหนังสือ และราวแขวนผ้า ถ้าเป็นห้องแบบบิสซิเนสพ็อดจะมีบริการแล็ปท็อปให้ใช้งานฟรี พร้อมเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าแห้ง สำหรับซักรีดแบบบริการตัวเอง ราคาค่าห้องถือว่าไม่แพงมาก ใครอยากสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ลองพักโรงแรมแนวแคปซูลที่นี่สักคืนก็ไม่เสียหายอะไร

การเดินทาง : สถานี Chinatown

 
 

7. Capita Spring

พูดถึง จุดเช็คอินถ่ายรูปชมวิวโด่งดังที่สุดในสิงคโปร์ คงหนีไม่พ้นเมอร์ไลออน รูปปั้นกึ่งสิงโตกึ่งปลา ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสิงคโปร์บริเวณ Merlion Park ถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ซึ่งเราเคยผ่านตากันมาแล้ว แต่นักท่องเที่ยวมือใหม่อาจไม่ทราบว่าใกล้ๆ กันมีจุดชมวิวน่าสนใจอีกแห่ง คือสวนลอยฟ้า (Sky Garden) อยู่ชั้น 51 ของตึก  Capita Spring ซึ่งเป็นอาคารที่ตั้งออฟฟิศ ที่พักอาศัย และร้านอาหารของบริษัท CapitaLand Development สำหรับสวนลอยฟ้าเป็นโซนที่เปิดให้คนนอกเดินขึ้นไปชมวิวและถ่ายรูปได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ภายในเวลาทำการของออฟฟิศ โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ รอบเช้า 8:30 – 10:30 น. และรอบบ่าย 14:30 – 18:00 น. เมื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกสูงแล้วมองออกไปจะเห็นท้องฟ้าสวยและวิวทะเลของอ่าวมารีน่าทั้งหมด ถือเป็นจุดชมวิวดีที่สุดแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ นอกจากวิวบนสวนลอยฟ้าชั้น 51 แล้ว  ยังมีโซน Green Oasis ระหว่างชั้น 17-20 ที่จัดแต่งเป็นสวนภายในตึกให้เดินเล่นรอบๆ จัดมุมนั่งชิลๆ ชมเมืองได้ 360 องศาเช่นกัน

เวลาเปิดปิด : Green Oasis วันจันทร์-ศุกร์ – ชั้น Level 17 : 7:30–22.30 น. / ชั้น Levels 18–20 : 7:30–18.00 น.
เวลาเปิดปิด : Sky Garden วันจันทร์-ศุกร์ – ชั้น Level 51 : 7:30–22.30 น.
การเดินทาง : อยู่ใกล้สถานี MRT Raffles Place เดิน 5 นาที

 
 

8.Marina One

จุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาดในทริปเที่ยวสิงคโปร์คือสวนในตึกซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสย่าน Marina Bay มีดีไซน์สถาปัตยกรรมล้ำเลิศมาก มองจากด้านนอกเห็นเป็นอาคารสี่เหลี่ยมขนานกับถนน แต่ออกแบบใจกลางอาคารเป็นสวนแนวดิ่งสร้างพื้นสีเขียวที่ร่มรื่น ทางเดินในสวนและแนวกันสาดเป็นเส้นคดโค้งรูปทรงอิสระ ไฮไลท์เป็นน้ำตกจำลองสูงถึง 13 เมตร ถ่ายรูปสวยๆ ได้หลายมุม ถือเป็นต้นแบบของงานภูมิสถาปัตยกรรมที่ผสานกับสถาปัตยกรรมอย่างกลมกลืน สร้างปอดใจกลางเมืองที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในย่านธุรกิจของสิงคโปร์ได้อย่างเหลือเชื่อ

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 24 ชม.
การเดินทาง :
ลงสถานี MRT Marina One เดิน 5 นาที

 
 

9. Ministry of Communications & Information

อาคารยอดฮิตที่ใครผ่านก็ต้องขอถ่ายรูปสักหน่อย แต่ใครจะไปคิดว่าที่นี่ คืออดีตอาคารกองบัญชาการตำรวจแห่ง สิงค์โปร แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นอาคารกระทรวงวัฒนธรรมชุมชนและเยาวชนเป็นที่เรียบร้อย ความโดดเด่นของตึกก็อยู่ที่สีสันของหน้าต่าง ที่ไล่สีทำให้ดูน่ารัก จำนวน 927 บานไล่โทนไปมาเป็นสีรุ้ง ตัวอาคารมีทั้งหมด 6 ชั้น ในทุกๆชั้นจะมีหน้าต่างเรียงรายในขนาดและรูปทรงเท่าๆกันจำนวน 927 บานด้วยกัน และทำเป็นโซนสีสันที่ตัดกันเป็นสีรุ้งซึ่งทำให้ตึกนี้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งหนึ่งในย่านคลาร์กคีย์(Clarke quay)ไปเลย หน้าต่างที่เป็นสีรุ้งสวยงาม ที่มีมากถึง 927 หน้าต่างเลยค่ะ

การเดินทาง : นั่งMRT มาลงสถานี Clarke Quay ออก Exit B

 
 

สิงค์โปรเป็นประเทศที่ใกล้บ้านเรา เดินทางง่าย  ใครอยากไปเที่ยวควรเช็คแพ็คเกจโปรแกรมทัวร์กันให้ดี มีแลนด์มาร์กที่น่าสนใจอีกมาก อย่างที่รู้กันว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหลากหลาย จุดปักหมุดโดดเด่นที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกันตลอด เช่น มัสยิดสุลต่านสีทองที่สวยงามและมีอายุเกือบ 200 ปี ตั้งอยู่ในย่าน Bugis เป็นชุมชนของหลายเชื้อชาติ ทั้งมุสลิม อินเดีย และมลายู ถัดจากมัสยินสุลต่านเดินไปตาม Arab street เข้าสู่ย่าน Haji lane ซึ่งเป็นแหล่งรวมสตรีทอาร์ตและ Grafity ที่เหมาะกับการถ่ายรูปสุดคิ้วท์อวดในโซเชียล อ่านมาถึงตรงนี้คงมองเห็นภาพแล้วสิงคโปร์เป็นจุดหมายปลายทาง เที่ยวต่างประเทศที่ไปเยือนครั้งเดียวไม่เคยพอจริงๆ 

 

ที่มาข้อมูล :

ขาช้อปห้ามพลาด! สำเพ็งมีอะไรน่าซื้อบ้าง ?

สำเพ็ง เป็นย่านที่อยู่ของชุมชนชาวจีนที่มีมาตั้งแต่การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2325 และเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการค้าขายที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน โดยมีสินค้ามากมายหลากหลายชนิด หากใครมีปัญหาต้องการสินค้าชนิดใด แต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนแนะนำให้มาที่นี่ เพราะมีสินค้าหลากหลายให้บริการค่อนข้างครอบคลุม

            ตลาด สำเพ็ง ตั้งอยู่ที่ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังพาหุรัดที่เป็นแหล่งขายผ้าราคาหลากหลายชนิด และเยาวราชชุมชนชาวจีนอีกแห่งที่มีจุดเด่นเรื่องร้านอาหาร ร้านทองและสินค้าต่าง ๆ มากมาย ทำให้เมื่อเดินทางมาในย่านนี้ ต้องได้สินค้าติดมือกลับบ้านไปด้วยแน่นอน เนื่องจากเป็นแหล่งขายสินค้าทั้งแบบปลีกและแบบส่ง ซึ่งมีราคาถูก เหมาะกับผู้ที่ต้องการสินค้าประเภทเดียวกันหลาย ๆ ชิ้นหรือพวกพ่อค้า แม่ค้า ที่นำไปขายปลีก ก็นิยมมาเลือกซื้อสินค้าที่นี่เช่นเดียวกัน

สำเพ็ง

สินค้าที่ขายที่ สำเพ็ง ก็จะมีหลากหลายชนิด ที่เป็นจุดเด่นคือ เครื่องประดับ กิฟท์ช็อป แว่นตาแฟชัน หมวก รองเท้าแตะ ของเล่น อุปกรณ์ตัดเย็บ กระเป๋า สติ๊กเกอร์ เครื่องสำอาง นำมาขายกันแบบราคาส่งอีกด้วย ถือเป็นแหล่งที่มีสินค้าเยอะมาก ใครวางแผนไปก็เตรียมตัวและเตรียมเงินให้ดี เพราะบางทีอาจหมดกระเป๋าได้โดยไม่รู้ตัวและหากไปเจอวันที่คนพลุกพล่านก็อย่าลืมระวังทรัพย์สินของตัวเองให้ดีด้วย 

สำเพ็ง

เวลาทำการของตลาด สำเพ็ง มีสองช่วงเวลา คือตลาดเช้าที่จะเปิดประมาณ 01.00-06.00 น. เป็นเวลาที่ พ่อค้าแม่ค้ามักไปเลือกซื้อสินค้าช่วงนี้ เพราะสามารถนำรถไปขนของได้สะดวก และร้านที่เปิดช่วงนี้จะเน้นขายส่งเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอีกช่วงจะเปิดประมาณ 8.00-17.00 น. โดยในช่วงนี้เป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่ไปเดินกัน ซึ่งร้านค้าแต่ละร้านก็มีทั้งขายแบบปลีกและส่ง ซึ่งจำนวนชิ้นขั้นต่ำที่จะได้ราคาส่งก็แตกต่างกันไปแล้วแต่ร้าน ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ 3-6 ชิ้น

สำเพ็ง

การเดินทางไปตลาดสำเพ็งนอกจากรถยนต์ส่วนตัวแล้ว ก็สามารถเดินทางด้วยรถประจำทางซึ่งมีหลายสายที่ผ่าน สามารถดูข้อมูลจากเว็บไซต์ของขสมก. หรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องได้ หรือเลือกเดินทางโดยเรือประจำทางหรือเรือด่วนเจ้าพระยาลงที่ท่าราชวงศ์ แล้วเดินต่อมาที่ตลาดสำเพ็ง นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่เพิ่มส่วนต่อขยายจากหัวลำโพงมาลงที่สถานีวัดมังกรหรือสถานีสามยอดก็ได้ โดยออกทางประตู 1 ทั้งสองสถานี หากลงสถานีวัดมังกรก็จะออกมาตรงสำเพ็งฝั่งใกล้เยาวราช ส่วนสถานีสามยอดก็จะออกมาตรงสำเพ็งที่ใกล้กับพาหุรัด แต่หากลงผิดสถานีก็ไม่ต้องกังวลไป สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้ จะได้ใช้เวลาเดินเล่น และได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนบริเวณนั้นไปในตัวด้วย 

            สำเพ็งเป็นอีกจุดหนึ่งที่หากใครชอบเดินเลือกซื้อสินค้า ต้องมาเพราะนอกจากจะมีสินค้าให้มากมายแล้วยังมีราคาถูกกว่าที่อื่นอีกด้วย   

เดินทางบ่อยต้องอ่าน! สิ่งของที่ควรห่อก่อนเดินทาง

ใครที่เดินทางบ่อย ๆ อาจจะเคยมีประสบการณ์ที่เลวร้ายแบบไม่อยากให้เจออีกเลยไม่ว่าจะเป็นการเดินทางทริปไหนก็ตาม นั่นก็คือ ความเสียหายของสัมภาระหรือกระเป๋าที่ใช้แพ็กสัมภาระในการเดินทางนั่นเอง ซึ่งใครที่เดินทางบ่อยอาจจะทราบอยู่แล้วว่า สิ่งไหนที่มีโอกาสหรือเสี่ยงที่จะเสียหาย แต่สำหรับนักเดินทางมือใหม่ วันนี้เราจะพาคุณมาเปิดคัมภีร์สำหรับนักเดินทางว่าในกระเป๋าสัมภาระของคุณมีสิ่งไหนที่เป็น สิ่งของที่ควรห่อ เป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการแตก หัก บุบ หรือเกิดความเสียหาย เพื่อให้การเดินทางของคุณนั้นราบรื่นและสนุกได้อย่างเต็มที่

1. กระเป๋าเดินทาง

สิ่งของที่ควรห่อ อย่างแรกเลยนั่นคือกระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระนั่นเอง คุณลองนึกภาพกระเป๋าใบสวยที่คุณเลือกมากับมือ หมายมั่นปั้นฝันไว้ว่าจะใช้ให้ถึง 5 ปี 10 ปี แล้วเกิดเป็นรอยขีดข่วน หรือมีรอยบุบจากการกระแทกจนหมดสภาพ คุณจะทำใจรับได้ไหมกับเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าคุณทำใจไม่ได้ที่จะให้กระเป๋าของคุณเป็นรอย เสียหาย แตก บุบ แนะนำว่าให้ห่อก่อนการเดินทางดีที่สุด

สิ่งของที่ควรห่อ,อาหารกลิ่นฉุน

2. อาหารหรือของที่มีกลิ่นฉุน

คุณคงไม่อยากเปิดกระเป๋าออกมาแล้วพบว่าของที่อยู่ในกระเป๋ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากของที่ตัวคุณเองเป็นคนใส่เข้าไป โดยที่ลืมนึกไปว่ามันมีกลิ่นที่ฉุนและรุนแรง ถ้าเป็นน้ำหอมคงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นปลาเค็มหรืออาหารทะเลที่จะทำให้มีกลิ่นติดที่เสื้อผ้าแบบสลัดสะบัดอย่างไรก็ไม่มีทางหลุดออกไปได้ขึ้นมา รับรองว่าทริปนั้นคุณคงหมดความมั่นใจและหมดสนุกไปอย่างแน่นอน

สิ่งของที่ควรห่อ,ไดร์เป่าผม

3. ของที่อาจแตกได้ระหว่างเดินทาง

ของที่อาจจะแตกหรือมีรอย เช่น อุปกรณ์ในการออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะช่วยอำนวยความสะดวกอย่าง ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม ที่ถือเป็น สิ่งของที่ควรห่อ ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป ถ้าคุณไม่อยากให้เครื่องไม้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ของคุณเสียหายระหว่างเดินทางล่ะก็ ห่อกันไว้ดีกว่า ถ้าไม่อยากเสียเงินซื้อใหม่

สิ่งของที่ควรห่อ,เครื่องสำอาง

4. เครื่องสำอาง

สิ่งที่สาว ๆ ทุกคนหวงแหนที่สุดนั่นก็คือเครื่องสำอาง เครื่องสำอางเป็น สิ่งของที่ควรห่อ อีกประเภทหนึ่ง เชื่อว่าคุณสาว ๆ ทุกคนคงเคยเจอเปิดกระเป๋าใส่เครื่องสำอางออกมาแล้วพบว่า แป้งในตลับแตก บลัชออนแตกหลุดออกมา หรือแม้แต่ตลับอายแชโดว์สีโปรดของคุณก็มีสิทธิ์โดนกระแทกได้ ดังนั้นควรห่อป้องกันไว้แต่ต้นจะดีกว่า หากแตกเสียหายไปแล้ว คุณอาจจะต้องเสียเงินซื้อเครื่องสำอางใหม่โดยใช่เหตุก็เป็นได้

สิ่งของที่ควรห่อ,ที่หนีบผม

5. ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นของเหลว

 ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นของเหลวนี้ หมายความรวมถึงของใช้ทุกชนิดที่อาจจะเกิดการรั่วไหลออกมาจากหลอดหรือขวดที่บรรจุ เช่น โลชั่น ครีมบำรุง แชมพู ครีมนวด เป็นต้น จนทำให้เสื้อผ้าของคุณเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ต้องมานั่งคอยแก้ปัญหา หรือต้องซักชุดใหม่ ถ้าไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ก็ห่อหรือแพ็กให้เรียบร้อยจะดีที่สุด

            สิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สำคัญ หากคุณพลาดลืมห่อ อาจทำให้คุณหมดสนุกหรือต้องมานั่งเซ็งที่และมาคอยหาวิธีจัดการหรือแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอีก จนทำให้คุณหมดสนุกไปตลอดการเดินทางนั้นก็เป็นได้

รู้หรือไม่ ทำไมต้องห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง

มีใครที่เดินทางแล้วเคยเจอปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระเป๋าใส่สัมภาระของคุณแบบปัญหาเหล่านี้บ้างไหม กระเป๋าถูกรื้อค้น กระเป๋าชำรุดเสียหาย ทรัพย์สินที่อยู่ภายในกระเป๋าหายไประหว่างเดินทาง ถ้าเคย คุณทราบไหมว่า ปัญหาเหล่านี้เรามีวิธีป้องกันไม่ให้กระเป๋าใบเก่งของคุณต้องเจอกับปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นได้ด้วยการ ห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง

ห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง

ทำไมต้อง ห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง

            สำหรับการเดินทางที่อยากแนะนำให้มีการ ห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง คือการเดินทางโดยเครื่องบิน สำหรับในไทยแล้วการเดินทางด้วยรถทัวร์หรือรถไฟยังไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่นัก เหตุที่เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินควรทำการห่อกระเป๋าก่อนเดินทางนั้น มีข้อดีกับกระเป๋าและตัวเจ้าของกระเป๋าดังต่อไปนี้

1. ทรัพย์สินภายในกระเป๋าไม่สูญหาย

การ ห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินที่อยู่ภายในกระเป๋าถูกรื้อค้นและสูญหาย เพราะการห่อกระเป๋าจะช่วยยืดเรื่องระยะเวลาของผู้ที่จะมาทำการค้นหรือแกะวัสดุที่ห่อกระเป๋าของเราให้เสียเวลามากขึ้น ทำให้ช่วยลดโอกาสที่จะทำให้ทรัพย์สินสูญหาย เพราะโจรหรือผู้มีเจตนาที่ดีส่วนใหญ่ไม่เลือกเอากระเป๋าที่ห่อหรือคลุมอย่างมิดชิดเป็นเป้าหมายเพราะต้องเสียเวลาในการทำลายวัสดุที่ห่อหุ้มนานทำให้พวกเขาเสี่ยงที่จะมีคนเห็นหรือโดนจับได้ง่ายนั่นเอง

ห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง

2. กระเป๋ายังอยู่ในสภาพเดิม ไม่เสียหาย

การห่อกระเป๋าก่อนการเดินทางทำให้ตัวกระเป๋าลดโอกาสเกิดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง ปัจจุบันกระเป๋าได้มีการผลิตจากวัสดุที่แตกต่างกัน วัสดุบางชนิดสามารถแตกหรือหักได้จากแรงกระแทก หรือเกิดรอยได้ง่าย ดังนั้นห่อกระเป๋าจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาเหล่านี้ได้ ส่วนหนึ่ง

3. กระเป๋าไม่มีรอยขีดข่วน

รอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจาดสาเหตุใดก็แล้วแต่ในระหว่างการขน การลำเลียงขึ้น-ลงเครื่อง หรือแม้แต่การลำเลียงของสายพานที่เกิดกระแทกจากขอบรถ ขอบของสายพาน หรืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดรอยขีดข่วน ซึ่งเจ้าของกระเป๋าอย่างเราคงไม่ได้รู้สึกดีกับรอยที่เกิดขึ้นนั้นสักเท่าไหร่ ยิ่งหากเป็นกระเป๋าที่ราคาแพงหลักหมื่นด้วยแล้ว  รอยที่เกิดขึ้นก็สร้างความหงุดหงิดใจให้เรามากพอสมควร สิ่งที่จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ได้นั่นก็คือ การห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง

ห่อกระเป๋าก่อนเดินทาง

การห่อกระเป๋านี้เราสามารถที่จะเตรียมตัว ห่อไปได้ด้วยตัวเองจากที่บ้านได้เลย หรือหากใครไม่สะดวกจะไปใช้บริการที่สนามบินก็ได้เช่นกัน หากคุณไม่อยากหงุดหงิดหัวเสียกับรอยขีดข่วนหรือร่องรอยของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกระเป๋าเดินทางของคุณแนะนำว่าควรห่อกระเป๋าก่อนการเดินทางจะดีที่สุด แต่หากคุณไม่ได้ซีเรียสกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับกระเป๋าใส่สัมภาระของคุณก็อาจจะไม่ต้องห่อ แต่เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์ของคุณแนะนำว่าควรห่อกระเป๋าก่อนการเดินทางจะเป็นการดีที่สุด

ข้อดี – ข้อเสียของการ ฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์

ฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์

การเดินทางต่างประเทศหรือในประเทศในยุคนี้สามารถเดินทางได้ง่าย ๆ ทั้งรถไฟ รถทัวร์ เครื่องบิน นอกจากมีหลายเส้นทางแล้ว ยังมีช่วงเวลาให้เลือกมากขึ้น บางครั้งเราเลือกเที่ยวบินช่วงกลางคืนถึงช่วงเช้าแล้วจะเดินเที่ยวต่อเลย แต่ติดตรงกระเป๋าใบใหญ่ที่เราถือมาด้วย ถ้าถือไปเที่ยวคงจะเกะกะทำให้หมดสนุกได้ วันนี้เราจึงมาแนะนำการ “ฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์”เพื่อช่วยให้คุณเดินเที่ยวอย่างสบายใจ ไม่ต้องถือสัมภาระเยอะ ๆ ไปด้วย

ใครเหมาะกับการฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์บ้าง

1. สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถถือสัมภาระไประหว่างท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง​ ๆ

2. สำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึงแล้วจะเที่ยวต่อเลยหรือยังไม่สามารถเช็คอินเข้าที่พักได้เลย

3. สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวต่างเมือง แต่ไม่ได้ค้างคืนที่เมืองนั้น โดยจะกลับมาพักที่เมืองเดิม

4. สำหรับนักท่องเที่ยวที่รอเวลาขึ้นเครื่องในตอนเย็น ซึ่งช่วงเช้าจะเที่ยวในบริเวณนั้น

5. สำหรับคนที่มีสัมภาระมาก และจะไปเดินเที่ยวในสถานที่ที่มีคนเยอะ หรือนักช้อป ที่ไม่ต้องการขนสัมภาระติดตัวระหว่างช้อปปิ้ง

ฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์

ข้อดีของการ ฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์

1. ปลอดภัยต่อทรัพย์สิน

2. วิธีใช้งานง่าย ผ่านระบบอัตโนมัติ สะดวก มีหลายจุด

3. ไม่ต้องถือสัมภาระไปเที่ยวด้วย

ข้อเสียของการ ฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์

1. ต้องกลับมาที่เดิมเพื่อรับกระเป๋าคืน

2. มีค่าใช้จ่ายในการฝาก

3. บางสถานที่ไม่ได้มีตู้ล็อกเกอร์ทุกไซส์ อาจจะต้องใช้หลายตู้ในการฝากกระเป๋า

การฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์ มีที่ไหนบ้าง

ปกติเราสามารถเจอตู้ล็อกเกอร์ได้ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน สิงคโปร์ ประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ส่วนใหญ่ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าจะพบได้มากใน

1. สนามบิน เช่น​ ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี สหรัฐอเมริกา ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย สนามบินนานาชาติเถาหยวน ประเทศไต้หวัน

2. สถานีรถไฟ เช่นสถานีรถไฟอูเอโนะ, สถานีรถไฟชิบูย่า, สถานีรถไฟโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

3. รถไฟฟ้า เช่น MRT, BTS ประเทศไทย

4. แหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยม เช่น ชินจูกุ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ตลาดนัดสวนจตุจักร เซ็นทรัลพระราม 9 ประเทศไทย

ฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์

ขนาดและราคาของการฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์

ส่วนใหญ่จะมี 3 ขนาด คือขนาดเล็ก (S) ขนาดกลาง (M) และขนาดใหญ่ (L) หรือบางที่มีแบบขนาดใหญ่มาก​ (XL) ด้วย ซึ่งราคาก็จะขึ้นกับขนาดช่องที่เลือกและระยะเวลาในการฝาก โดยมีทั้งแบบฝากเป็นรายชั่วโมงหรือรายวัน แต่ไม่สามารถฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์เกินจำนวนวันตามกำหนดของแต่ละบริษัทได้

เมื่อทราบข้อดี-ข้อเสียของการฝากกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์กันแล้ว ถ้าใครอยากไปเที่ยวอย่างสบายใจ ไร้กังวลเรื่องสัมภาระ อย่าลืมใช้บริการฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์เพื่อท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก

สายเที่ยวห้ามพลาด! ห่อกระเป๋า ได้ที่ไหนบ้าง

ห่อกระเป๋า,ห่อกระเป๋าเดินทาง

การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง แต่การเดินทางออกไปยังที่ต่าง ๆ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ แถมยังได้อะไรมากกว่าที่คิด จึงมีผู้คนไม่น้อยที่รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ หากคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการออกไปเจอสิ่งใหม่ ๆ เราขอแนะนำการ ห่อกระเป๋า เดินทางเพื่อช่วยปกป้องกระเป๋าของคุณจากความเสียหายได้

การห่อหุ้มกระเป๋าเดินทาง หรือเรียกสั้น ๆ ว่าการแรป (wrap) คุณสามารถทำเองได้ที่บ้านโดยการซื้อพลาสติกใสที่มีเนื้อเหนียวมาห่อพันให้ทั่วกระเป๋าเดินทางของคุณแล้วติดเทปาวให้แน่นหนาไม่ให้มีส่วนที่หลุดออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่หรือกระเป๋าผ้าก็สามารถห่อได้เช่นกัน แต่สำหรับคนที่ไม่สะดวกทำเอง ที่สนามบินจะมีจุดรับห่ออยู่ตามจุดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละสนามบิน อย่างสนามบินสุวรรณภูมิจะมีที่ประตูทางเข้าก่อนเช็คอิน และฝั่งขาออกชั้น 4 ซึ่งจะคิดราคา 150 บาททุกใบ

สำหรับสถานที่ที่มีบริการรับ ห่อกระเป๋าเดินทาง จะมีตามสนามบินนานาชาติทุกสนามบิน เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินเชียงใหม่ สนามบินหาดใหญ่ สนามบินเชียงราย สนามบินภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งในการห่อนั้นใช้เวลาไม่นานแถมยังสะดวกมาก ๆ เพราะเค้าจะมีเครื่องเป็นเหมือนแท่นวางกระเป๋าที่หมุนได้เพื่อให้กระเป๋าหมุนไปรอบ ๆ จะได้พันพลาสติกได้ง่าย และรวดเร็วนั่นเอง

แน่นอนว่าบริการแรปกระเป๋านี้ในสนามบินต่างประเทศก็มีให้บริการเช่นกัน แต่ราคาจะแตกต่างกัน บางแห่งจะคิดราคาตามขนาดของกระเป๋าก่อนใช้บริการคุณควรเช็กให้แน่ใจเสียก่อน เพราะยิ่งกระเป๋าใบใหญ่คุณก็จะต้องจ่ายแพงขึ้น หากต้องการใช้บริการคุณสามารถมองหาจุดที่เขียนว่า Luggage Wrapping Service ได้เลย

ห่อกระเป๋า,ห่อกระเป๋าเดินทาง

ประโยชน์ของการ ห่อกระเป๋าเดินทาง ก็เพื่อป้องกันกระเป๋าเดินทางเป็นรอยขีดข่วนจากการขนย้าย ช่วยให้กระเป๋าแน่นหนามากขึ้น ลดโอกาสการถูกเปิดกระเป๋าได้ แต่ไม่ใช่ว่าป้องกันได้ 100% เพราะถึงแม้ว่าจะพันกระเป๋าแน่นหนาแค่ไหนก็สามารถถูกกรีดได้เช่นเดียวกัน แต่การห่อกระเป๋าเดินทางให้มิดชิดก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งนั่นเอง ทั้งนี้พลาสติกที่ใช้ห่อยังช่วยกันน้ำได้เป็นอย่างดี หากคุณมีแพลนเดินทางท่องเที่ยวในฤดูฝนก็ไม่ต้องกังวลว่ากระเป๋าจะเปียก หรือมีน้ำซึมเข้าขณะการขนย้าย

ห่อกระเป๋า,ห่อกระเป๋าเดินทาง

สายเที่ยวที่ยังไม่เคยใช้บริการห่อกระเป๋าการเดินทางคราวหน้าก็ลองมองหาจุดรับห่อได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าจะหาไม่เจอ เพราะในสนามบินจะมีหลายจุดมาก ๆ ที่มีบริการรับ ห่อกระเป๋าเดินทางนับเป็นอีกหนึ่งบริการที่จะช่วยเซฟกระเป๋าของสายเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง คราวนี้คุณก็เที่ยวได้แบบสบายใจไม่ต้องกังวลกระเป๋าจะเป็นเสียหาย