ผู้เขียน: tewtew

ภาษีนำเข้าคืออะไรแล้วทำไมต้องจ่ายด้วยเนี่ยย!

tax import

หลายคนโดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจค้าขายสินค้าระหว่างประเทศ คงเคยได้ยินคำว่า ภาษีนำเข้า ภาษีส่งออก แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เบื้องต้นพึงเข้าใจก่อนว่าภาษีนั้นมีหลายประเภท เช่น ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ซึ่งมีฐานภาษีซึ่งคิดแตกต่างกันออกไป ภาษีนำเข้า ภาษีส่งออก ก็เช่นเดียวกัน จะมีการเสียภาษีต่อเมื่อมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้า คำถามต่อไปว่าทำไมต้องเสียภาษี ต้องเข้าใจว่าการที่ประเทศหนึ่งส่งออกสินค้าไปอีกประเทศหนึ่งย่อมต้องหมายถึง ประเทศนั้นได้ใช้ทรัพยากรในการผลิตสินค้านั้น แต่กลับมิได้ใช้เพราะมีการส่งออก จึงมีการเก็บภาษีส่งออกเพื่อตอบแทนรัฐนั้นบ้าง และขณะเดียวการที่ประเทศหนึ่งนำเข้าสินค้าอีกประเทศหนึ่งย่อมหมายความว่า สินค้านั้นอาจกระทบต่อการผลิตสินค้าภายในประเทศที่มีการนำเข้า จึงสมควรที่ต้องเก็บภาษีนำเข้าเช่นเดียวกันเพื่อตอบแทนรัฐนั้นบ้าง จากที่กล่าวมา ภาษีนำเข้า คือ ภาษีที่รัฐจัดเก็บเมื่อมีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือที่คุ้นเคยกันดีในคำว่า กำแพงภาษี

            จากข้างต้นน่าจะพอทราบเหตุผลโดยคร่าว ๆ แล้วว่า ภาษีนำเข้า คือ อะไร คำถามต่อไปซึ่งเป็นเรื่องสำคัญว่าจำเป็นหรือไม่ ต้องเสียภาษีนำเข้าทุกครั้งเมื่อนำเข้าสินค้า คำตอบคือ ไม่จำเป็น เพราะอาจมีการยกเว้นภาษี เนื่องจากเป็นการนำเข้ามาเพื่อเป็นตัวอย่างสินค้า รวมถึงอาจไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี De minimis กล่าวคือ สินค้านั้นมีราคาต่ำกว่าที่ประเทศที่นำเข้านั้นกำหนดที่ต้องเสียภาษี เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกากำหนดค่า De minimis ไว้ที่ 800 ดอลลาร์ หมายความว่า หากนำเข้าสินเข้าจากประเทศอื่น ราคาต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ผู้นำเข้าในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ต้องเสียภาษี หรือในส่วนของประเทศไทยกำหนดค่า De minimis ไว้ที่ 1500 บาท หากนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศราคาต่ำกว่า 1500 บาท ผู้นำเข้าก็ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า เป็นต้น

            อย่างไรก็ตามกำแพงภาษียังถือเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ โดยเฉพาะในสินค้าบางประเภทจำพวกสินค้าฟุ่มเฟือย บางประเทศจึงยังเก็บภาษีนำเข้าที่สูง หากจัดลำดับทุกประเทศในโลกแล้ว 10 ประเทศที่เก็บภาษีสูงสุดในโลกได้แก่ประเทศดังต่อไปนี้

Capital Building at Ngerulmud,ภาษีนำเข้า

1. ปาเลา (Palau)

สาธารณรัฐปาเลาตั้งอยู่บริเวณหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากประเทศฟิลิปปินส์ ประมาณ 500 กิโลเมตร อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 29.9 %

Basseterre,ภาษีนำเข้า

2. เซนต์คิตส์และเนวิส (St.Kitts and Nevis)

สหพันธรัฐ เซนต์คิตส์และเนวิส ตั้งอยู่บริเวณหมู่เกาะลีเวิร์ด แถบทะเลแคริบเบียน อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 21.1 %

flags of Bermuda

3. เบอร์มิวดา (Bermuda)

ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร ห่างจากสหรัฐอเมริกาประมาณ 580 ไมล์ อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 20.9 %

Bahamas sign

4. บาฮามาส (Bahamas)

เครือรัฐบาฮามาส ตั้งอยู่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก เหนือประเทศคิวบา อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 18.6 %

Solomon Islands

5. หมู่เกาะโซโลมอน (Solomon Islands)

ตั้งอยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ใกล้ประเทศปาปัวนิวกินี และเป็นส่วนหนึ่งของเครือจักรภพ อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 18.5 %

Flag of benin,ภาษีนำเข้า

6. สาธารณรัฐเบนิน (Benin)

ตั้งอยู่บริเวณแอฟริกาตะวันตก ชื่อเดิมโฮมีย์ อยู่ติดกับประเทศไนจีเรียทางตะวันออก อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 17.8 %

Flag of djibouti,ภาษีนำเข้า

7. สาธารณรัฐจิบูติ (Djibouti)

ตั้งอยู่ในบริเวณแอฟริกาตะวันออก พรมแดนตะวันออกเฉียงใต้ติดกับประเทศโซมาเลีย  อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 17.6 %

Gabon oil industry,ภาษีนำเข้า คือ

8. สาธารณรัฐกาบอง (Gabon)

ตั้งอยู่บริเวณของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับประเทศแคเมอรูน คองโก อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 16.9 %

Cayman Islands.,ภาษีนำเข้า คือ

9. หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands)

อาณาโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร ตั้งอยู่บริเวณทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันตก บริเวณใต้ประเทศคิวบา อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 16.7 %

10000 central african CFA,ภาษีนำเข้า คือ

10. สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (Central Africa Republic)

ตั้งอยู่บริเวณกลางทวีปแอฟริกา เป็นประเทศไม่มีอาณาเขตติดทะเล ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ แคเมอรูน คองโก ยูกันดา ชาด อัตราภาษีนำเข้าโดยเฉลี่ย 16.4 %

จากที่กล่าวมาน่าจะพอเข้าใจได้บ้างว่า ภาษีนำเข้า คือ อะไร มีความจำเป็นอย่างไรในการต้องเก็บ และเกี่ยวข้องกับเรื่อง De minimis อย่างไร รวมถึงอันดับประเทศที่เก็บภาษีนำเข้าสูงสุดในโลก อย่างไรก็ตามในความจริงแล้วภาษีนำเข้า ถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการจัดการเศรษฐกิจของประเทศ และโดยที่รัฐแต่ละรัฐมีสภาพแตกต่างกัน ดังนั้น ความจำเป็นในการเก็บภาษี และใช้มาตรการทางภาษีนำเข้าจึงแตกต่างกัน กล่าวคือ หากรัฐใดมีสภาพคล่องการส่งออกมาก ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บภาษีนำเข้ามาก ในทางตรงข้ามหากรัฐใดมีมูลค่าส่งออกสินค้าได้น้อย การเก็บภาษีนำเข้าย่อมมีความจำเป็น ที่จะเก็บราคาสูงเพื่อป้องกันการขาดดุลการค้า เป็นต้น

รู้ทันวิธีคิดราคาค่าขนส่งคำนวณจากอะไร

หลักการคำนวณค่าขนส่งพัสดุเบื้องต้น,คำนวณค่าขนส่ง

ด้วยปัจจุบันธุรกิจ E-commerce มีการขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มธุรกิจเป็นผู้ค้านี้ได้ไม่ยากเพียงแค่มีสินค้าที่ผู้คนทั่วไปต้องการ อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญสิ่งหนึ่งนอกจากกรณีว่าจะเลือกนำสินค้าใดมาขายแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือ จะส่งสินค้านั้นอย่างไร แบบใดคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากการส่งสินค้า ถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง หากมีราคาต่ำก็ยิ่งหมายถึงกำไรที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน มีผู้ประกอบธุรกิจรับขนส่งพัสดุสินค้าจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 10 ราย ซึ่งก็มีวิธีคิด คำนวณค่าขนส่ง บริการแตกต่างกันออกไป ดังนั้น ขอนำเสนอหลักการ คำนวณค่าขนส่ง เฉพาะภายในประเทศของผู้ให้บริการ 2 รายสำคัญเบื้องต้นคือ 1. ไปรษณีย์ไทย เป็นที่รู้จักอย่างดีของคนไทย ประกอบธุรกิจมาอย่างยาวนาน และ 2. Kerry บริษัทสัญชาติมาเลเซีย (ผู้ก่อตั้ง) เข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2549

            เรื่องค่าบริการของไปรษณีย์ไทย คิดตามอัตราน้ำหนักเป็นหลัก ยิ่งน้ำหนักมาก ค่าบริการยิ่งสูง ทั้งนี้แยกตามประเภทการขนส่งได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

วิธี คำนวณค่าขนส่ง พัสดุแบบต่าง ๆ

            1. พัสดุแบบธรรมดา เริ่มต้นน้ำหนักกิโลกรัมแรกที่ราคา 20 บาท กิโลกรัมต่อไป กิโลกรัมละ 15 บาท เช่น ไม่เกิน 1 กิโลกรัม ค่าบริการ 20 บาท, เกิน 1 กิโลกรัม แต่ไม่เกิน 2 กิโลกรัม ค่าบริการ 35 บาท

            ทั้งนี้สามารถส่งสูงสุดได้ไม่เกิน 20 กิโลกรัม หากเกินกว่านี้จะเป็นการส่งแบบ Logis post ซึ่งส่งได้ 20-200 กิโลกรัม กล่าวคือ ให้ผู้รับพัสดุมีหน้าที่ไปรับสินค้า ณ ที่ทำการไปรษณีย์นั้นแทน หากให้มาส่งต้องมีค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก และราคาแยกตามโซนพื้นที่การส่ง โดยการส่งไปพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป เช่น พัทลุง สงขลา อัตราค่าบริการจะสูงกว่าในกรุงเทพฯ เกือบ 2 เท่า

            2. พัสดุแบบลงทะเบียน เริ่มต้นที่ราคา 18 บาท สูงสุดที่ 58 บาท โดยสามารถส่งได้สูงสุดไม่เกิน 2000 กรัม (2 กิโลกรัม) หากส่งไม่เกิน 100 กรัม ค่าบริการ 18 บาท, เกิน 100 กรัม แต่ไม่เกิน 250 กรัม ค่าบริการ 22 บาท

           3. พัสดุแบบด่วนพิเศษ (EMS) เริ่มต้นที่ราคา 32 บาท สูงสุดที่ 612 บาท โดยสามารถส่งสินค้าหนักมากสุดไม่เกิน 20 กิโลกรัม หากส่งไม่เกิน 20 กรัม ค่าบริการ 32 บาท, เกิน 20 กรัม แต่ไม่เกิน 100 กรัม ราคา 37 บาท

Packages delivery,คำนวณค่าขนส่ง

อัตราค่าบริการ

อัตราค่าบริการซองจดหมายและกล่องพัสดุ เริ่มต้นที่ซองจดหมายแบบ C6 สีขาว ขนาด 114×162 มม. 3 ซอง 2 บาท จนถึงขนาดใหญ่สุด ซองขยายข้าง C4 ขนาด 229×324 มม. ราคาซองละ 5 บาท

ซองกันกระแทก C5 ขนาด 162×229 มม. ราคาซองละ 12 บาท

ซองกันกระแทก C4 ขนาด 249x 324 มม. ราคาซองละ 17 บาท

            กล่องพัสดุแบบธรรมดาสีน้ำตาล หมายเลข 1 ขนาด 30x100x30 ซม. ราคากล่องละ 35 บาท จนถึงขนาดใหญ่สุด กล่องธรรมดาหมายเลข 6 ขนาด 45x55x40 ซม. ราคากล่องละ 55 บาท

            กล่องพัสดุสำเร็จรูปแบบ ก. ขนาด 14x20x6 ซม. ราคา 9 บาท จนถึงขนาดใหญ่สุด กล่องสำเร็จรูปแบบ ฉ. ขนาด 30x45x20 ซม. ราคากล่องละ 32 บาท

            สำหรับ Kerry นั้น การคิดอัตรา คำนวณค่าขนส่ง โดยหลักจะเป็นลักษณะเหมาไม่แยกย่อยเท่าของไปรษณีย์ไทย ดังนี้

            ซองจดหมาย Envelope ขนาด 32×23 ซม. น้ำหนักรวมไม่เกิน 500 กรัม คิดอัตราในกรุงเทพฯ 30 บาท ต่างจังหวัด 50 บาท

            ซองจดหมาย Seal Bag (A) ขนาด 32×23 ซม. น้ำหนักรวมไม่เกิน 1 กิโลกรัม คิดอัตราในกรุงเทพฯ 40บาท ต่างจังหวัด 60 บาท

            กล่องพัสดุขนาดเล็กสุด (mini) ขนาด 40 ซม. น้ำหนักรวมไม่เกิน 2 กิโลกรัม คิดอัตราในกรุงเทพฯ 35บาท ต่างจังหวัด 55 บาท

            กล่องพัสดุขนาดใหญ่สุด (xxl) ขนาด 200 ซม. น้ำหนักรวมไม่เกิน 25 กิโลกรัม คิดอัตราในกรุงเทพฯ 380 บาท ต่างจังหวัด 420บาท

Home delivery,คำนวณค่าขนส่ง

จากที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะพอเห็นภาพได้ว่า การคำนวณค่าขนส่ง โดยหลักนั้นพิจารณาจากน้ำหนักและขนาด โดยในแต่ละผู้ประกอบธุรกิจรับขนส่งอาจคิดอัตราแตกต่างไปบ้าง เช่น ไปรษณีย์ไทย คิดอัตราน้ำหนักถี่กว่าของ Kerry ส่วน Kerry จะคิดอัตราค่าขนส่งลักษณะเหมาเป็นหลัก อีกทั้งไปรษณีย์ไทยจะมีการขนส่งหลายประเภท ซึ่งราคามากน้อยแตกต่างกันไป ส่วน Kerry มีลักษณะ express ซึ่งเทียบได้กับ EMS ของไปรษณีย์ไทยเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ในการเลือกใช้บริการ ผู้ส่งอาจต้องพิจารณาเรื่องน้ำหนัก และขนาดสินค้า หากน้ำหนักน้อย การเลือกส่งของทางไปรษณีย์ไทยน่าจะคุ้มค่ากว่า ส่วนถ้าน้ำหนักพัสดุมาก การเลือกส่งโดย Kerry น่าจะคุ้มค่ามากกว่า เป็นต้น

มาทำความรู้จักกับ Incoterms กันเถอะ

Incoterms

หลายคนโดยเฉพาะผู้ทำการซื้อขายของระหว่างประเทศอาจเคยได้ยินได้เห็นคำว่า Incoterms มาบ้าง Incoterms คือ อะไร โดยเฉพาะคำย่อต่าง ๆ มีความหมายอย่างไร เบื้องต้นอยากให้เข้าใจก่อนว่า ด้วยการทำการค้าระหว่างประเทศนั้น แต่ละประเทศย่อมต้องพิจารณาข้อกฎหมายของตนเป็นสำคัญในการทำการซื้อขาย โดยเฉพาะเรื่องการค้าระหว่างประเทศต่างกัน อาจด้วยเพราะระบบกฎหมายแตกต่างกัน

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทดังกล่าว หอการค้านานาชาติ จึงได้จัดทำ Incoterms ขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์และประเพณีการค้าระหว่างประเทศไว้ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ทั้งกำหนดเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งถือเป็นหัวใจเป็นสำคัญ กล่าวคือ เมื่อทำการซื้อขาย ปัญหาว่าความรับผิดชอบในตัวสินค้านั้นสิ้นสุดลงเมื่อใด เป็นปัญหาสำคัญยิ่งในการซื้อขายระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงต้องเสมือนมีกฎหมายกลางคอยควบคุมเรื่องนี้

International Chamber of Commerce,Incoterms

วิวัฒนาการ Incoterms เริ่มครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1936 และได้มีการปรับปรุงมาเรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า Incoterms 2010 ซึ่งมีทั้งหมด 11 เทอม ลดลงจาก Incoterms 2000 ที่เดิมมี 13 เทอม เพื่อความเข้าใจ Incoterms คือ อะไร ขอยกตัวอย่าง ดังนี้

กลุ่มหนึ่ง กรณีการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศที่มีวิธีการขนส่งโดยวิธีหนึ่งวิธีใด ที่ไม่มีการขนส่งสินค้าทางทะเล หรือมีการขนส่งทางทะเลเพียงบางช่วง กล่าวคือ ไม่ได้ขนสินค้าทางทะเลเป็นหลัก เช่น

            EXW (Ex Work) คือ การซื้อขายที่กำหนดหน้าที่ผู้ขายน้อยที่สุด โดยกำหนดให้ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการรับสินค้า โดยความเสี่ยงภัยหรือความรับผิดชอบในตัวสินค้า ณ สถานที่ผู้ขาย กล่าวคือ ผู้ซื้อมีหน้าที่มารับสินค้าเองจากผู้ขายที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ผู้ขายย่อมหมดความรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้า นับตั้งแต่พ้นโรงงานผลิต

            FCA (Free Carrier) คือ ความรับผิดชอบในความเสียหายของสินค้าของผู้ขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่ง หรือบุคคลที่ผู้ซื้อกำหนด ณ สถานที่ใด ๆ ที่ผู้ขายกำหนด ทั้งนี้ผู้ขายมีหน้าที่ส่งผ่านศุลกากรขาออกด้วย

            CPT (Carriage Paid To) คือ การส่งสินค้าที่ผู้ขายมีหน้าที่ส่งสินค้าให้ผู้ขนส่ง ซึ่งผู้ขายเป็นกำหนด (ผู้ขายเป็นผู้ว่าจ้าง) ความเสี่ยงภัยของผู้ขายย่อมโอนเมื่อส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ขนส่ง

FAS,Incoterms

            กลุ่มสอง ใช้เฉพาะสัญญาซื้อขายที่มีการขนส่งทางทะเลเป็นหลัก โดยสถานที่ส่งของและรับของคือ ท่าเรือทั้งของประเทศผู้ซื้อ และประเทศผู้ขาย เช่น

            FAS (Free Alongside Ship) คือ ความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือความเสี่ยงต่าง ๆ ในสินค้า โอนไปยังผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายได้นำสินค้ามาวางเทียบข้างเรือผู้ขนส่งที่ผู้ซื้อกำหนด

            FOB (Free On Board) คือ ความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหรือความเสี่ยงต่าง ๆ ในสินค้า โอนไปยังผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายได้นำสินค้าบรรทุกลงเรือ (on board) ผู้ขนส่งที่ผู้ซื้อกำหนด

จากที่กล่าวข้างต้นน่าจะพอเห็นภาพได้บ้างว่า Incoterms คือ อะไร ซึ่งโดยหลักเป็นเรื่องการกำหนดการโอนความเสี่ยงต่าง ๆ ในสินค้านั้นว่า ความเสี่ยงภัยของผู้ขายหรือความรับผิดชอบนั้นจะโอนยังผู้ซื้อเมื่อใด รวมถึงกำหนดหน้าที่ผู้ซื้อและผู้ขายในเรื่องค่าใช้จ่ายในการขนส่งในแต่ละเทอมว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ภาพขอยกตัวอย่าง ดังนี้

นาย ก ประเทศไทย สั่งซื้อเครื่องปรับอากาศ จากบริษัท A ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคา FOB

Ship at the port

หมายความว่า ความรับผิดชอบในความเสี่ยงภัยสินค้าสูญหาย เสียหาย ของบริษัท A พ้นเมื่อได้ทำการบรรทุกสินค้าลงเรือผู้ขนส่งที่ นาย ก เป็นผู้จัดหาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องพิจารณาเรื่องกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้านั้นจะโอนแล้วหรือไม่ รวมด้วยระบุราคา FOB ย่อมหมายความว่า นาย ก มีหน้าที่เป็นผู้จัดหาผู้ขนส่ง เป็นต้น

De minimiss คาถาไล่ภาษี – คืออะไร

De minimis

หากพูดถึง De minimis เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามแรกว่ามันคืออะไร อันที่จริงแล้ว De minimis เกี่ยวข้องอย่างมากกับผู้ประกอบธุรกิจการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหากเป็นผู้ขายที่ส่งสินค้าไปต่างประเทศด้วยแล้ว หากไม่ทราบเรื่องนี้ย่อมเสียผลประโยชน์อย่างมาก ต่อคำถามว่า De minimis คือ อะไร สรุปสั้น ๆ ก็คือ การยกเว้นภาษีนำเข้าประเทศนั้น ๆ เมื่อราคาสินค้าไม่ถึงเกณฑ์กำหนดต้องเสีย

ถึงตรงนี้อาจสงสัยอีกว่าภาษีนำเข้าคืออะไร คงต้องกล่าวว่า ในการที่ประเทศหนึ่ง ส่งสินค้าไปอีกประเทศหนึ่ง พึงเข้าใจก่อนว่าการเสียภาษีจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง 1. ภาษีส่งออก เสียให้กับประเทศต้นทางผู้ผลิต และ 2. ภาษีนำเข้า เสียให้กับประเทศปลายทางผู้นำเข้าสินค้านั้น หากถามต่อไปอีกว่าทำไมต้องเสียภาษี 2 ครั้ง ทั้งนำเข้าและส่งออก ก็เพราะสินค้าบางอย่างเป็นสินค้าที่ผลิตได้ยากมีจำกัด การเสียภาษีส่งออกย่อมเสมือนเสียค่าธรรมเนียมให้รัฐต้นทางประเทศผู้ผลิตได้รับผลประโยชน์บ้าง

tax exempt

ส่วนภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องภาคธุรกิจของประเทศนั้นจากสินค้าประเทศอื่นที่อาจผลิตได้ถูกกว่า ซึ่งหากนำเข้าโดยไม่ควบคุมย่อมกระทบภาคธุรกิจในประเทศตนอย่างแน่นอน จึงต้องมีการเก็บภาษี หรือที่มักได้ยินเสมอว่า กำแพงภาษี

เมื่อกล่าวถึงกำแพงภาษี สิ่งที่ตรงข้ามก็คือ De minimis นั่นเอง ถึงตรงนี้น่าจะพอเห็นภาพได้บ้างแล้วว่า De minimis คือ อะไร ประเด็นต่อไป ทำไมต้อง De minimis และ De minimis มีประโยชน์อย่างไร ตามที่กล่าวข้างต้น ปกติแล้วในการส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ นอกจากต้องเสียภาษีเพื่อการส่งออกประเทศต้นทางแล้ว ยังต้องเสียภาษีเพื่อการนำเข้าในประเทศนั้น ๆ ด้วย แต่ด้วย De minimis เราสามารถขอยกเว้นภาษีเพื่อการนำเข้าประเทศนั้น ๆ ได้ หากมูลค่าสินค้าของเราที่ส่งไปนั้นไม่ถึงเกณฑ์กำหนดที่ต้องเสีย

money American dollars,De minimis คือ

ตัวอย่าง นาย A ผู้ขายในประเทศไทยส่งสินค้ามูลค่า 20,000 บาท หรือประมาณ 606 ดอลลาร์ ไปยังนาย B ผู้ซื้อในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ De minimis ประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ที่ 800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,000 บาท การส่งสินค้าครั้งนี้จึงไม่เกินกำหนด และไม่ต้องเสียภาษีเพื่อการนำเข้าในประเทศสหรัฐอเมริกา

จากที่กล่าวมา เห็นได้ว่าย่อมเป็นผลดีทั้งต่อทางเราในฐานะคนขายสินค้า และผู้รับปลายทางในฐานะคนซื้อสินค้า โดยเป็นการลดต้นทุน ทำให้สินค้านั้นมีราคาถูกลง จูงใจให้ผู้บริโภคในประเทศนั้น ๆ สั่งซื้อสินค้าจากเราในฐานะผู้ขายมากขึ้น เพราะหากประเทศปลายทางนั้นมีการเก็บภาษีเพื่อการนำเข้า ต่อให้สินค้าเราราคาถูกกว่าท้องตลาด แต่เมื่อรวมภาษีแล้วอาจแพงกว่า คงไม่มีลูกค้ารายใดสั่งซื้อสินค้าของเราอย่างแน่นอน

Big flag background,De minimis คือ

อย่างไรก็ตามในเรื่องการ De minimis แต่ละประเทศกำหนดอัตราไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ขายสินค้านั้นด้วย ที่ต้องศึกษารายละเอียดให้ดี โดยขอยกตัวอย่างประเทศสำคัญดังนี้

สหรัฐอเมริกา 800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 27,000 บาท

สหราชอาณาจักร 150 ยูโร หรือประมาณ 7,500 บาท

ญี่ปุ่น 10,000 เยน หรือประมาณ 3,000 บาท

เกาหลีใต้ 150 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,000 บาท (ประมาณ 195,000 วอน)

จีน 50 หยวน หรือประมาณ 300 บาท

มาเลเซีย 500 ริงกิต หรือประมาณ 4,000 บาท

สิงคโปร์ 400 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 9,700 บาท

จากที่กล่าวมาน่าจะพอทราบแล้วว่า De minimis คือ อะไร อย่างไรก็ตาม ด้วยแต่ละประเทศกำหนดราคา De minimis แตกต่างกัน ดังนั้น ในการส่งสินค้าไปยังประเทศใด ผู้ขายจึงควรต้องหาข้อมูลก่อนว่า ประเทศนั้น ๆ กำหนด De minimis ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้านั้นมีมูลค่าเท่าใด

10 รายการ สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ ไปต่างประเทศ

10 Banned list package

ต้องยอมรับว่าเป็นโชคดีของคนยุคนี้ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็รวดเร็วทันใจไปเสียหมดไม่เว้นแม้แต่เรื่องการส่งไปรษณีย์ โดยเฉพาะการส่งพัสดุไปยังต่างประเทศที่แต่ก่อนกว่าคนที่อยู่ปลายทางจะได้รับพัสดุต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์จนคนส่งลืมไปแล้วว่าส่งพัสดุไปให้ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการปรับปรุงบริการให้ทันสมัยจึงทำให้ระยะเวลาขนส่งสั้นลงมาก เพียงไม่กี่วันพัสดุก็ถึงมือผู้รับที่อยู่ต่างประเทศอย่างปลอดภัย แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะส่งได้ทุกอย่าง เพราะมีสิ่งของบางประเภทที่ห้ามส่งไปยังต่างประเทศ ดังนั้นเราจึงมี 10 รายการ สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ ไปต่างประเทศมาฝากซึ่งจะมีประเภทไหนบ้างนั้น มีข้อมูลน่าสนใจดังนี้

Thai baht various,สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ

1. ธนบัตรหรือตราสารหนี้

ซึ่งคนไม่น้อยที่เข้าใจว่าสามารถนำเงินใส่ซองใส่กล่องส่งข้ามประเทศทางไปไปรษณีย์ได้ แต่ตามกฎหมายไม่สามารถส่งได้ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการสูญหายอีกด้วย ขอแนะนำว่าให้โอนผ่านธนาคารจะปลอดภัยกว่า

Pet isolated,สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ

2. สัตว์

เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ ทำให้การส่งสิ่งมีชีวิตทางไปรษณีย์ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะอาจทำให้สัตว์ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้

drug

3. สิ่งเสพติด

แน่นอนว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ถ้ามีการตรวจพบ ผู้ส่งต้องได้รับโทษตามกฎหมาย และหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการส่งเพื่อจำหน่าย อาจได้รับโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

DVD with porn movies,สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ

4. สื่อลามกอนาจาร

สื่อลามกอนาจาร หรือสิ่งของที่มีถ้อยคำ เครื่องหมาย ลวดลายสื่อไปทางลามกอนาจาร เนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้ให้การยอมรับและมีกฎหมายรองรับ จึงถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ. เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยทางวัฒนธรรม

Red Firecrackers

5. วัสดุระเบิดและวัตถุไวไฟทุกชนิด

ทั้งนี้รวมถึงสิ่งที่ติดไฟง่าย อย่างดอกไม้ไฟ ประทัด แอลกอฮอล์ น้ำมันก๊าด สารออกซิไดส์และออร์แกนิกส์เปอร์ออกไซด์ ของแข็งไวไฟ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระเบิดได้ หากตรวจพบจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทันที ยิ่งไปกว่านั้น อาจทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ระหว่างประเทศอีกด้วย

Guns and ammunition,สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ

6. อาวุธปืน

อาวุธปืนที่ประกอบเป็นอาวุธโดยสมบูรณ์ กระสุนปืน และสิ่งเทียบเคียงอาวุธหรือมีลักษณะเหมือนอาวุธ

chemical bottle,สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ

7. สารเคมี

เนื่องจากจะก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อเจ้าหน้าที่ในระหว่างขนส่ง ซึ่งหากเป็นสารเคมีอันตรายมาก ขอแนะนำว่าต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการจัดส่งแทน ทั้งนี้ยังรวมไปถึงสารกัดกร่อน เช่น กรดเกลือ น้ำกรด อีกด้วย

bacteria

8. สิ่งที่เป็นอันตรายทางชีวภาพ

สิ่งที่เป็นอันตรายทางชีวภาพ อย่างเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส สารกัมมันตภาพรังสี สารพิษ

Immigrants sell counterfeit

9. สิ่งของลอกเลียนแบบ

สิ่งของลอกเลียนแบบ ของละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายลิขสิทธิ์

spry bottles

10. สิ่งของต้องห้ามในการขนส่งทางอากาศ

สิ่งของต้องห้ามในการขนส่งทางอากาศ เช่น น้ำแข็งแห้ง ก๊าซในกระป๋องสเปรย์ แบตเตอรี่ลิเธียม และอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งแบตเตอรี่ในตัวเครื่อง

จะเห็นได้ว่า สิ่งของต้องห้ามในการส่งพัสดุ นั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่และผู้โดยสารคนอื่นในระหว่างขนส่งได้ ซึ่งหากมีการตรวจพบ ผู้ถือครองหรือผู้ส่งจะมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 80,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม สิ่งของบางชนิด เช่น ของมีคม ที่ทางไปรษณีย์ไทยไม่ได้ถึงกับห้ามส่ง แต่ต้องผ่านการห่อหุ้มให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ ก่อนส่งพัสดุควรศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทำความรู้จัก Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ที่สำคัญควรต้องรู้

logistics, transportation,Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศ

ปัจจุบันการทำธุรกิจซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศเจริญขึ้นอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากการซื้อขายมีลักษณะเป็น E-commerce กล่าวคือ การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย อย่างไรก็ตามด้วยการซื้อขายระหว่างประเทศนั้น แต่ละประเทศย่อมมีวัฒนธรรมและกฎหมายเกี่ยวกับการค้าแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะเรื่องสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้ขายสิ้นสุดลงเมื่อใด ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทดังกล่าว หอการค้านานาชาติ (ICC) จึงได้จัดทำ Incoterms ขึ้น ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 11 เทอม ตาม Incoterms 2010 ซึ่งแก้ไขล่าสุด อย่างไรก็ตามในการซื้อขายระหว่างประเทศในความเป็นจริงแล้ว มีเทอมใน Incoterm เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ที่ควรศึกษาอยู่จริง ๆ เพียง 4 – 5 เทอมเท่านั้น อันเป็นเทอมที่ใช้บ่อย ดังนี้

COST INSURANCE FREIGHT CONCEPT,Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศ

FOB (Free on Board) คือ การซื้อขายที่กำหนดหน้าที่ผู้ขายสินค้าพ้นความผิดในการที่สินค้านั้นสูญหาย หรือเสียหาย เมื่อสินค้าบรรทุกลงเรือ (on Board) ที่ผู้ซื้อเป็นผู้จัดหา ดังนั้น หากความเสียหายเกิดขึ้นไม่ว่าเวลาใด ก่อนมีการบรรทุกสินค้าลงเรือ ไม่ว่ากรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ตามกฎหมายประเทศนั้น ๆ ผู้ขายยังคงมีหน้าที่รับผิดเสมอ กลับกันหากสินค้าบรรทุกลงเรือแล้ว เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นหลังจากนี้ ผู้ซื้อก็ไม่อาจโทษผู้ขายได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ในเรื่องพิธีการศุลกากร ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบเฉพาะพิธีการศุลกากรเพื่อการส่งออกเท่านั้น ส่วนพิธีการเพื่อการนำเข้าเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อ

            Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ประเภทเทอม FOB เหมาะสำหรับผู้ซื้อที่สามารถจัดการติดต่อว่าจ้างขนสินค้าได้เอง รวมถึงสามารถทำพิธีการศุลกากรขาเข้าได้

Delivery terms

            EXW (Ex Work) คือ การซื้อขายที่กำหนดข้อตกลงให้ผู้ขายปฏิบัติการชำระหนี้ ณ สถานที่ของผู้ขาย กล่าวคือ ความเสี่ยงภัยในความรับผิดเพื่อการสูญหาย เสียหาย ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อ เมื่อผู้ขายมอบของแก่ผู้ซื้อหน้าโรงงานของผู้ขายหรือสถานที่อื่น ๆ ที่ผู้ขายกำหนด อาจกล่าวได้ EXW กำหนดหน้าที่และความรับผิดของผู้ขายน้อยสุดเมื่อเปรียบเทียบกับ Incoterm ในเทอมอื่น ๆ เพราะผู้ขายแทบไม่ต้องทำหน้าที่อะไร รวมถึงไม่ต้องดำเนินพิธีการทางศุลกากรใด ๆ ทั้งสิ้น

            Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศประเภทเทอม EXW เหมาะสำหรับผู้ซื้อที่มีความสามารถในการจัดหาผู้ขนส่ง และสามารถดำเนินพิธีทางศุลกากรขาออกประเทศต้นและศุลกากรขาเข้าประเทศปลายทาง ดังนั้น หากผู้ซื้อสินค้าไม่สามารถดำเนินการตามได้ข้างต้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะซื้อขายสินค้าในเทอมนี้ เพราะภาระมากสุด

            CFR (Cost and Freight) คือ การซื้อขายสินค้าที่กำหนดให้ผู้ขายพ้นความผิดหากสินค้านั้นสูญหาย หรือเสียหายเมื่อสินค้าบรรทุกลงเรือ (on Board) อย่างไรก็ตามผู้ขายมีหน้าที่จัดหาขนส่ง แต่ไม่มีหน้าที่ทำประกันภัยในสินค้านั้น หากผู้ขายจะทำต้องดำเนินการเอง อย่างไรก็ตามผู้ขายยังคงมีหน้าที่ดำเนินพิธีทางศุลกากรขาออกประเทศผู้ผลิตหรือผู้ขายต้นทางนั้น แต่ไม่รวมถึงพิธีทางศุลกากรขาเข้าประเทศผู้นำเข้าปลายทาง

            Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศประเภทเทอม CFR เหมาะสำหรับอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อสินค้า โดยผู้ซื้อมีหน้าที่เพียงไปรับสินค้า ณ ท่าเรือที่ปลายทางกำหนด พร้อมดำเนินพิธีทางศุลกากรขาเข้า ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขนส่ง การดำเนินการพิธีทางศุลกากรขาออก เป็นหน้าที่ของผู้ขาย

            CIF (Cost Insurance and Freight) คือ การซื้อขายสินค้าที่กำหนดให้ ผู้ขายพ้นความผิดหากสินค้านั้นสูญหาย หรือเสียหายเมื่อสินค้าบรรทุกลงเรือ (on Board) อย่างไรก็ตามผู้ขายมีหน้าที่เป็นผู้จัดหาขนส่ง รวมถึงมีหน้าที่เอาประกันเกี่ยวกับสินค้านั้น เพื่อคุ้มภัยขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในข้อ C ของหน่วยรับประกันภัยทางทะเล รวมถึงมีหน้าที่ดำเนินพิธีทางศุลกากรขาออกประเทศผู้ผลิตหรือผู้ขายต้นทางนั้น แต่ไม่รวมถึงพิธีทางศุลกากรขาเข้าประเทศผู้นำเข้าปลายทาง

            Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ประเภทเทอม CIF เหมาะสำหรับอำนวยความสะดวกผู้ซื้อมากขึ้น โดยผู้ซื้อเพียงแต่ไปรับสินค้าและดำเนินพิธีทางศุลกากรขาเข้า ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขนส่ง และประกันภัย เป็นหน้าที่ของผู้ขายสินค้า อย่างไรก็ตามความเสี่ยงภัยในความเสียหายสินค้าของผู้ซื้อเริ่มตั้งแต่ประเทศผู้ส่งของต้นทางแล้ว

Container terminal,Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศ

            จากที่กล่าวมาข้างต้น Incoterms เงื่อนไขการส่งสินค้าระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายระหว่างประเทศควรศึกษา เพื่อให้การซื้อขายมีความเป็นสากลเข้าใจตรงกันในเรื่องการโอนความเสี่ยงภัยเมื่อหากเกิดปัญหาขึ้น อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดหน้าที่อื่น ๆ เช่น พิธีทางศุลกากร หน้าที่การจัดหาผู้ขนส่ง เป็นต้น ซึ่งย่อมช่วยทำให้การซื้อขายสะดวกมากขึ้น ตลอดจนทำให้การระงับข้อพิพาทซึ่งอาจเกิดขึ้น สามารถยุติได้อย่างรวดเร็วเพราะมีหลักเกณฑ์ความเข้าใจตรงกัน

จะเกิดอะไรขึ้นกับพัสดุที่ถูกจับได้ว่าเลี่ยงภาษี!?

airport customs declare sign,พัสดุที่เลี่ยงภาษี

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในการส่งพัสดุหรือรับพัสดุจากต่างประเทศนั้น หากมิได้เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายใด ๆ แล้ว ผู้ส่งหรือผู้รับนั้นจะต้องเป็นผู้เสียภาษีอากรเพื่อการส่งออกหรือเพื่อการนำเข้าแล้วแต่กรณี อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่ามีการจงใจส่งของหรือ พัสดุที่เลี่ยงภาษี หรือหนีภาษีนั้น ย่อมถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร โดยเบื้องต้นหากเป็นการตรวจพบก่อนส่งพัสดุกล่าวคือ กรอกใบ CN22 ผิดจากความเป็นจริง หากยังอยู่ในอำนาจแก้ไขได้ เช่น ยังอยู่ที่ทำการไปรษณีย์หรือผู้รับขนส่งอื่น ก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากของหรือพัสดุนั้นส่งออกไปแล้วถูกตรวจพบโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร ซึ่งปกติมักทำการตรวจโดยการสุ่ม หรือตรวจเฉพาะของหรือพัสดุที่ต้องสงสัยจริง ๆ หากพบว่ามีลักษณะจงใจหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรย่อมอาจต้องถูกดำเนินคดีได้ โดยความผิดตามกฎหมายศุลกากรนี้ สามารถแยกออกได้เป็น 5 ฐานความผิดสำคัญดังนี้

Security agent,พัสดุที่เลี่ยงภาษี

1. ความผิดฐานลักลอบหนีภาษี

ลักษณะความผิดคือ การนำของซึ่งยังมิได้เสียภาษีอากรโดยถูกต้องหรือมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง นำเข้าหรือส่งออกไปราชอาณาจักร กล่าวคือ หากของนั้นต้องเสียภาษีแต่มิได้เสียภาษี หรือของนั้นไม่จำต้องเสียภาษี แต่ก็มิได้กระทำให้ถูกกระบวนการพิธีการศุลกากรตามกฎหมาย เหล่านี้ถือเป็นความผิดฐานลักลอบหนีภาษีทั้งสิ้น ระวางโทษคือ ปรับ 4 เท่าของราคาภาษีนั้น หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมริบของนั้น

2. ความผิดฐานหลีกเลี่ยงค่าภาษี

ลักษณะความผิดคือ การส่งของหรือพัสดุโดยผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง แต่กระทำการใด ๆ เพื่อให้ชำระค่าภาษีน้อยลง เช่น สำแดงปริมาณน้ำหนักน้อยกว่าความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า การสำแดงเท็จ ทั้งนี้การส่งของหรือ พัสดุที่เลี่ยงภาษี นี้ กำหนดความผิดไว้ทำนองเดียวกับการหนีภาษีคือ ระวางโทษ ปรับ 4 เท่าของราคาภาษีนั้น หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมริบของนั้น แต่ในกรณีเป็นการหลีกเลี่ยงโดยการซุกซ่อนกับสิ่งอื่นที่ต้องเสียภาษี นอกจากปรับ 4 เท่าตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1 เท่าด้วย หรือประมาณอีก 10 %

3. ความผิดฐานสำแดงเท็จ

ลักษณะความผิดคือ การนำเข้าหรือส่งออกไม่ตรงกับเอกสารหลักฐานที่แสดง ซึ่งมีหลายกรณี เช่น ปลอมหรือใช้เอกสารปลอม หรือแจ้งเท็จแก่เจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน

4. ความผิดฐานนำของต้องกำกัดหรือของต้องห้ามเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร

ของต้องกำกัด คือ ของต้องจำกัดการนำเข้าหรือส่งออกนั่นเอง กล่าวคือ เป็นของที่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้ แต่ต้องมีการขออนุญาตก่อน เช่น การนำเข้าสารเคมีอันตรายเข้ามาภายในประเทศ ต้องขออนุญาตหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมก่อนเสมอ ส่วนของต้องห้ามคือ สิ่งผิดกฎหมายที่ไม่อาจนำเข้าหรือส่งออกราชอาณาจักรเพื่อการค้าได้เด็ดขาด เช่น ยาเสพติด

5. ความผิดฐานฝ่าฝืนพิธีศุลกากร

ลักษณะความผิดคือ การมิได้ปฏิบัติตามพิธีการศุลกากรให้ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร หรือกฎหมายอื่น เช่น มิได้ยื่นคำขอตามแบบพิธีในการขนสินค้าขาเข้า ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 1,000 บาท เป็นต้น

Export cleared approval stamp,พัสดุที่เลี่ยงภาษี

จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากเราส่งของหรือ พัสดุที่เลี่ยงภาษี หรือหนีภาษี โทษทางกฎหมายศุลกากรนั้นค่อนข้างมีบทลงโทษรุนแรง โดยมีทั้งโทษปรับ และโทษจำคุก โดยหากถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบเมื่อกระทำผิดแล้ว ก็ยากที่จะแก้ตัวให้พ้นผิด ต้องถูกส่งดำเนินคดี ส่งฟ้องต่อศาลต่อไป โดยแม้หากผู้กระทำผิด ยินดีจ่ายค่าปรับสูงสุด อธิบดีศุลกากรอาจใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องก็ได้ แต่กระนั้นก็มิได้ลบล้างความผิดแต่อย่างใด ดังนั้น ก่อนที่จะส่งหรือนำเข้าของ หรือพัสดุต่าง ๆ ควรตรวจสอบราคาสิ่งของและเงื่อนไขการส่งให้ชัดเจน

ถ้าต้องส่งสินค้าตัวอย่างกลับประเทศ…แต่ไม่อยากเสียภาษีนำเข้า?

rubber stamp,ไม่อยากเสียภาษีนำเข้า

เมื่อกล่าวถึงเรื่องภาษี เชื่อว่าหลายคนโดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจค้าขาย ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจสร้างความปวดหัวไม่มากก็น้อย ส่วนหนึ่งอาจเพราะความยุ่งยากในระบบกฎหมายภาษี ด้วยเพราะภาษีนั้นมีหลายประเภท เช่น ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ยิ่งโดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจส่งออกนำเข้าสินค้า ก็จะมีภาษีนำเข้า ภาษีส่งออก ภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า มีภาษีหลายอย่างมากที่เกี่ยวข้องในชีวิตของเรา ยิ่งมีธุรกิจมาก ยิ่งมีโอกาสเสียภาษีมากเท่านั้น สำหรับในวงการกฎหมายกล่าวว่า สิ่งที่ไม่อาจหลีกหนีในชีวิตมี 2 อย่างคือ ความตายและภาษี ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้วชีวิตเราทุกคนจะต้องเสียภาษีอย่างน้อยในหนึ่งอย่างตามที่กล่าวข้างต้น เช่น เมื่อไปซื้อสินค้า สิ่งที่อยู่ในมูลค่าสินค้าทุกชิ้นคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (vat) เป็นต้น

อย่างไรก็ตามมิใช่ว่าเราจำเป็นจะต้องเสียภาษีครบทุกประเภทโดยไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด อาจกล่าวได้ว่าในกฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ ภาษีก็เช่นเดียวกัน มิใช่ว่าเมื่อมีรายได้เกิดขึ้นจำเป็นต้องเสียภาษีเสมอไป หากมีการวางแผนภาษีที่ดีย่อมช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อย่างมาก ซึ่งเรื่องนี้ในทางวิชาการภาษีถือเป็นการกระทำถูกกฎหมาย เพราะไม่ใช่การหลบเลี่ยงหรือหนีภาษี กรณีเหล่านี้ถือเป็นความผิด เมื่อถูกจับได้ย่อมมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ดังนั้น คำถามที่ว่าหาก ไม่อยากเสียภาษีนำเข้า สามารถทำได้หรือไม่ คำตอบคือ ทำได้

Taxes Money Financial,ไม่อยากเสียภาษีนำเข้า

ตามที่กล่าวไว้แล้วเราสามารถวางแผนภาษีได้โดยไม่ผิดกฎมาย หากเรา ไม่อยากเสียภาษีนำเข้า ควรวางแผนภาษีให้เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายกำหนด ซึ่งมีหลายอย่างดังนี้

            1. หากเป็นของที่ส่งออกไปและส่งกลับเข้ามาภายในระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณะอย่างใด โดยในขณะส่งออกมีการทำใบรับสุทธิสำหรับนำกลับเข้ามา (ระยะเวลาข้างต้นอาจขยายได้ตามที่อธิบดีศุลกากรกำหนด)

            2. เป็นของที่เคยนำเข้ามา และส่งออกกลับไปเพื่อซ่อมแซม โดยกลับเข้ามาภายในระยะเวลา 1 ปี โดยในขณะส่งออกมีการทำใบรับสุทธิสำหรับนำกลับเข้ามา (ระยะเวลาข้างต้นอาจขยายได้ตามที่อธิบดีศุลกากรกำหนด)

            3. ของที่นำติดตัวเข้ามาหรือนำเข้ามาและส่งออกกลับไปไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันเข้ามา ทั้งนี้ต้องเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เช่น ของเพื่อใช้การแสดงละคร อาวุธปืน เครื่องกระสุน ตัวอย่างสินค้า เป็นต้น

            4. รางวัล เหรียญตรา ที่ต่างประเทศมอบให้แก่บุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักร เมื่อนำเข้ามาย่อมได้รับการยกเว้น ทั้งนี้ตามความเหมาะสม

            5. ของส่วนตัวที่นำติดตัวเข้ามาตามสมควรและพอแก่วิชาชีพ เช่น สุรา 1 ลิตร บุหรี่ 200 มวน

            6. ของตกแต่งบ้านเรือนที่ติดตัวนำเข้ามา ในกรณีย้ายภูมิลำเนากลับ

            7. ตัวอย่างสินค้าที่ใช้เพียงแค่เป็นตัวอย่างเท่านั้นไม่มีราคาซื้อขายได้

            8. ยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในราชการ

saving money concept,ไม่อยากเสียภาษีนำเข้า

จากที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างว่า หากผู้ประกอบการ ไม่อยากเสียภาษีนำเข้า การวางแผนภาษีเพื่อยกเว้นภาษีต่าง ๆ ย่อมช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นได้อย่างมาก ดังนั้น เมื่อผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าควรพิจารณาข้อยกเว้นต่าง ๆ เช่น ตามตัวอย่างที่กล่าวมาในขั้นต้นว่า พอเข้าช่องทางหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความน่าเชื่อถือ ควรระบุให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นทางประเทศผู้ส่งออก เช่น นำสินค้าเพื่อเข้ามาเป็นตัวอย่าง ควรให้ประเทศผู้ส่งออกต้นทางระบุให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกในการทำเรื่องขอยกเว้นภาษีนำเข้าต่อไป

อยากส่งพัสดุไปต่างประเทศจัง ต้องทำอย่างไรบ้าง

Logistics and transportation,วิธีส่งพัสดุไปต่างประเทศ

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าทำให้การติดต่อสื่อสารเพื่อซื้อขายสินค้ามีความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะการทำธุรกิจขายสินค้าในสื่อโซเชียลต่าง ๆ ซึ่งจัดเป็นการทำธุรกิจแบบ E-commerce อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการซื้อขายสินค้านั่นคือ การได้รับสินค้า ซึ่งหากแค่จัดส่งให้ลูกค้าภายในประเทศก็คงไม่มีอะไรยุ่งยากมากนัก แต่กรณีลูกค้าผู้ซื้ออยู่ต่างประเทศ เชื่อได้ว่าการส่งสินค้าคงเป็นคำถามสำคัญของผู้ขายสินค้า ดังนั้น เพื่อความเข้าใจในขั้นตอนดังกล่าวจึงขอนำเสนอ วิธีส่งพัสดุไปต่างประเทศ เบื้องต้น ดังนี้

customs declaration,วิธีส่งพัสดุไปต่างประเทศ

สำหรับการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ กรณีเป็นผู้ค้าขายทั่วไป เบื้องต้นคงต้องเลือกประเภทรูปแบบการขนส่งก่อน ซึ่งมีอยู่ 3 รูปแบบหลัก คือ

1. การขนส่งทางอากาศ (Airmail) ข้อดี ส่งถึงเร็วสุด ข้อเสีย ราคาแพงสุด

2. การขนส่งแบบผสม หรือแบบพัสดุย่อย SAL (Surface Air Lifted) ข้อดี ส่งเร็ว ราคาไม่แพงมาก ข้อเสีย อาจเร็วไม่พอในสินค้าบางชนิด เช่น ของสดเสียง่าย หรือต้องการสินค้าด่วน

3. การขนส่งแบบภาคพื้นดิน (Surface mail) ข้อดี ราคาถูกสุด ข้อเสีย ส่งถึงช้าสุด

จากนั้นเมื่อเลือกวิธีการขนส่งแล้ว สิ่งต่อไปที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องเอกสารการจัดส่ง โดยในกรณีส่งพัสดุด้วยระบบไปรษณีย์ มีเพียงการกรอกข้อมูลสำคัญลงใบ CN22 (Customs Declaration) คือ ใบระบุสินค้า เหตุผลการจัดส่ง รวมทั้งราคา ชื่อผู้ส่ง และผู้รับสินค้า อย่างไรก็ตามการส่งของไปต่างประเทศจะต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจสุ่มตรวจสิ่งของภายในได้

documents graph,วิธีส่งพัสดุไปต่างประเทศ

กรณีส่งของต่างประเทศโดยผู้ประกอบธุรกิจเพื่อการส่งออก

1. ในกรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจ การจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลย่อมเป็นเรื่องสำคัญในความน่าเชื่อถือสถานะบุคคล

2. จดทะเบียนภาษีเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากการขายสินค้าหรือบริการ ย่อมต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น

3. จดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกสินค้านั้น ๆ ในกรณีกฎหมายกำหนด เช่น การส่งผลไม้ไปต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

4. จัดทำเอกสารด้านงานศุลกากร ซึ่งประกอบด้วยใบสำคัญดังต่อไปนี้

4.1 ใบขนส่งสินค้าขาออก คือ ใบระบุข้อมูลสินค้าทั่วไป เช่น ชื่อผู้ส่ง ผู้รับ สินค้า วิธีการขนส่งสินค้า ราคาสินค้า รวมถึงเอกสารแนบ ใบกำกับสินค้าขนย้าย คือ ใบระบุต้นทางการขนย้าย เพื่อระบุที่มาการขนย้ายที่ผ่านมา

4.2 ใบราคาสินค้า (Invoice) คือ ใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับสินค้า ทั้งนี้ราคาที่ระบุในเอกสารต่าง ๆ ต้องตรงตามเอกสาร invoice

4.3 ใบกำกับการบรรจุหีบห่อสินค้า (Packing list) คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้แก่ผู้ซื้อ แจ้งรายละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับสินค้า เช่น ปริมาณน้ำหนัก วิธีการบรรจุ เป็นต้น

4.4 คำร้องขอให้ตรวจสินค้าและบรรจุตู้สินค้า คือ ใบร้องขอเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการตรวจสินค้านั้นว่าชอบด้วยกฎหมายสามารถส่งออกได้หรือไม่ ก่อนที่จะบรรจุสินค้านั้นเข้าตู้สินค้าเพื่อส่งออกต่อไป

จากที่กล่าวมาเป็นเพียง วิธีส่งพัสดุไปต่างประเทศ เบื้องต้น ในเรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้องทางด้านศุลกากรเพื่อการส่งออกในสินค้าทั่วไป กล่าวคือ หากเป็นสินค้าเฉพาะที่ต้องมีการขออนุญาต วิธีส่งพัสดุไปต่างประเทศ ในกรณีผู้ประกอบเป็นธุรกิจก็ต้องมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น สิ่งของที่ต้องควบคุม ต้องขออนุญาตพิเศษจากหน่วยงานที่ควบคุมนั้น ๆ เพื่อนำมาประกอบพิธีทางศุลกากรขาออก เพื่อเสียอากรขาออก จากนั้นจึงไปดำเนินการเรื่องการขนส่ง ซึ่งต้องนำเอกสารการอนุญาตที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรไปให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อไป จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการขนส่ง ซึ่งจะมีเอกสารเฉพาะอีก เช่น Bill of Lading เอกสารระบุการบรรทุกของลงเรือ เป็นเอกสารยืนยันว่าผู้ขนส่งได้รับของแล้ว เป็นต้น

E-Commerce คืออะไร ใกล้ตัวเราขนาดไหนกัน

e-commerce,E-commerce คือ

หากพูดถึงคำว่า E-commerce (Electronic commerce) หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง อย่างไรก็ตามบางคนอาจยังไม่ทราบว่ามันคืออะไร อันที่จริงแล้ว E-commerce คือ การทำธุรกิจทั่วไปบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งเราทุกคนคุ้นเคยกันดี ธุรกิจ E-commerce เกิดขึ้นมานานแล้วในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2513 ดังนั้น จึงไม่ใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด ต่างจากคำว่า Online market นั่นหมายถึง เฉพาะการทำธุรกิจบนสื่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น หากจะกล่าวไปแล้ว Online market ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งใน E-commerce

E-commerce Internet Global Marketing,E-commerce คือ

ทิศทางความเจริญเติบโตของ E-commerce

E-commerce คือ การทำธุรกิจประเภทหนึ่งซึ่งมีความเจริญเติบโตและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในความเป็นจริงแล้วเราเกี่ยวข้องในธุรกิจ E-commerce มานานมาก เช่น การสั่งซื้อพิซซ่าทางโทรศัพท์ ยิ่งโดยเฉพาะปัจจุบันสามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือ สามารถเลือกสินค้าคือ พิซซ่าได้ตามต้องการแบบเห็นภาพชัดเจน สะดวกมากขึ้น เหล่านี้คือ E-commerce และคือวิวัฒนาการนั่นเอง

ซึ่งตามที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า จากการสั่งซื้อพิซซ่าธรรมดาที่ต้องไปซื้อที่ร้าน ต่อมาวิวัฒนาการสามารถสั่งผ่านโทรศัพท์ แต่จุดด้อยคือ ไม่เห็นภาพพิซซ่าที่สั่ง ต้องอาศัยจากการบรรยาย ต่อมา สั่งผ่านทางแอปพลิเคชั่น สามารถเห็นภาพ รวมถึงลักษณะวัตถุดิบต่าง ๆ และเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจประเภทนี้ กล่าวคือ การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้ในการทำธุรกิจ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคง่ายมากขึ้นและหลากหลาย

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจ E-commerce มีการปรับตามเทคโนโลยีตลอดเวลา และนับวันจำนวนผู้ใช้ยิ่งมากขึ้น หลายธุรกิจเปลี่ยนจากการขายหน้าร้านมาขายทางออนไลน์และสื่อโซเชียลเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้ากีฬา warrix ของไทยจากเดิมขายของหน้าร้านมีรายได้ประมาณ 7 หลักต่อเดือน แต่เมื่อขายผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 8 หลักต่อเดือน ธุรกิจ E-commerce สามารถสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบธุรกิจ เพราะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายและทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การประกอบธุรกิจ E-commerce ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนให้รวดเร็วเช่นเดียวกัน ตามข้างต้นการสั่งซื้อพิซซ่าทางโทรศัพท์ย่อมมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับการสั่งผ่านทางแอปพลิเคชั่น ดังนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีตลอดเวลา ย่อมยากที่จะดำเนินธุรกิจ E-commerce

Smart phone online shopping,E-commerce คือ

แนวธุรกิจ E-commerce ในยุคปัจจุบัน 2019

สำหรับเทรนด์สินค้าที่ขายดีในปี 2019 ในรูปแบบการขาย E-commerce คือ อันดับ 1 สินค้าพวกแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า โดยขายได้ทั้งเพศชายและหญิง อันดับ 2 สินค้าในส่วนของผู้หญิง พวกความสวยความงาม เช่น เครื่องสำอาง ส่วนของผู้ชาย ได้แก่ สินค้าพวกไอทีต่าง ๆ อันดับ 3 สินค้ามือสอง โดยทั้งหญิงและชายมีความนิยมเท่ากัน

โดยส่วนใหญ่ทั้ง 3 อันดับ เป็นร้านค้าขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (SME) และขายผ่านทางสื่อโซเชียล เช่น Facebook, Twitter และ IG รวมถึงการลงทะเบียนเป็นผู้ขายในแพลตฟอร์ม เช่น Lazada และ Shopee

จากที่กล่าวมา E-commerce คือการทำธุรกิจรูปแบบหนึ่ง โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เข้าถึงตลาดผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น สะดวกในการเลือกซื้อสินค้าและชำระเงิน ซึ่งแนวโน้มตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาเห็นได้ชัดเจนว่ามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี และยังคงเป็นอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน